ุยพรุ่งนี้ไง” จิ่งเป่ยเฉินเดินนำอันโหรวออกไปข้างนอก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนแต่แผ่วเบาและแฝงไปด้วยความปีติยินดี “หน่วนหน่วนน่าจะคิดถึงผมมากแน่ ๆ”อันโหรวที่เดินตามเขาไปจึงรีบเอ่ยว่า “ประธานจิ่งคะ ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องจริง ๆ ฉันไปของฉันเองได้ค่ะ”แย่แน่ แย่แน่ ถ้าเกิดเขาได้เห็นหยางหยางละก็ มีหวัง….จิ่งเป่ยเฉินรีบขึ้นไปบนรถ ก่อนจะเปิดประตูที่คล้ายกับปีกนกขึ้น เขาชะเง้อมองไปที่เธอเล็กน้อย อันโหรวจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ประธานจิ่งคะ พวกเรากลับไปคุยงานที่บริษัทกันเถอะค่ะ ส่วนหน่วนหน่วนฉันจะให้เพื่อนไปรับ”“คุณมีเพื่อนนอกจากเลขาหลินด้วยเหรอ? คุณกล้าให้เขาเลิกงานเร็วขนาดนั้นเลย?” เขาพูดพร้อมกับสตาร์ทรถ ขยับมือจับไปที่พวงมาลัยอย่างแน่นและพูดอีกว่า “ขึ้นมา!”“ฉันปฏิเสธได้ไหมคะ?” เธอจับประตูรถแน่น ก่อนจะเอ่ยถามอย่างลังเลเธอไม่อยากขึ้นไปจริง ๆ“คุณคิดว่าไงล่ะ?” จิ่งเป่ยเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย การกระทำง่าย ๆ และท่าทางของเขานั้นล้วนเต็มไปด้วยภัยคุกคามเธอเข้าไปนั่งในรถอย่างไม่เต็มใจ ในขณะที่กำลังจะปิดประตูรถ เธอก็รู้สึกถึงอนาคตที่กำลังจะมืดมนในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจิ่งเป่ยเฉินขับรถออกไปโดยจับจ้องสายตาไปข้างหน้า ก่อนจะเอ่ยปากถามว่า “ชื่อล่ะ?”“โรงเรียนอนุบาลสายรุ้งที่ถนนจื่อเหยียน” เธอไม่ได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลนักแต่ว่าจิ่งเป่ยเฉินรู้อยู่แล้ว เพราะนั่นเป็นโรงเรียนอนุบาลของถังซั่ว เช่นนั้นก็ดี หลัง