มชวนให้คนหมดความอยากอาหาร ยามนี้นางเปลี่ยนแปลงไปมาก ส่วนหลิ่วอวี้เฉินก็เป็นพวกชมชอบหญิงงาม…
ภรรยาน้อยในเรือนหลังเขาต่างก็เป็นหญิงงามราวบุปผา ก็ไม่มีใครเทียบกับเฟิงหรูชิงได้เลย
เขาย่อมเสียใจอยู่แล้ว!
“นอกจากนั้น ในฐานะขุนนาง พบข้าแล้วกลับไม่คุกเข่าไม่คารวะ ใครสอนมารยาทเจ้ากัน”
น้ำเสียงของสาวน้อยทรงอำนาจเอาเรื่อง กลับทำให้ร่างกายของหลิ่วอวี้เฉินแข็งทื่อไป เขาตกอยู่ในห้วงความตื่นตกใจ เรื่องคารวะจึงไม่ได้อยู่ในสมอง ตอนนี้ได้ฟังคำของเฟิงหรูชิง ถึงได้คุกเข่าอย่างไม่เต็มใจ
“อวี้ฉินถวายพระพรองค์หญิง”
ชิงหลิงมองเฟิงหรูชิง
องค์หญิง ท่านปล่อยให้เขายืนพูดอยู่ตั้งนาน ตอนนี้ค่อยชี้จุดนี้มิใช่ทำเกินไปหรือไม่
ความจริงก็ไม่ได้ไม่อาจโทษเฟิงหรูชิง นางมาจากดินแดนหัวเซี่ย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์มารยาทมากนัก ไม่อย่างนั้นสาวใช้สองนางก็ไม่อาจกำเริบเสิบสานอยู่ในจวนองค์หญิง
แต่ว่า…
เมื่อเผชิญหน้ากับคนชวนขัดตาอย่างหลิ่วอวี้เฉิน ต้องสั่งสอนมารยาทเขาสักหน่อย!
เฟิงหรูชิงเงยหน้ามองถานซวงซวง คร้านจะคุยกับนางให้มากความ สองมือกดที่บ่าอีกฝ่ายอย่างแรง ทั้งไม่รู้ว่าจงใจหรือไม่ กดลงบริเวณบาดแผลอีกฝ่ายพอดี ทำเอาถานซวงซวงเจ็บจนร้องอย่างน่าเวทนา
จากนั้น…ด้วยแรงของเฟิงหรูชิง ถานซวงซวงสองเข่าคุกลงที่พื้น ดวงตาหลุบลง แววตาคือความโกรธขึ้งไม่ยินยอม
เฟิงหรูชิงก็แค่อาศัยอำนาจของฝ่าบาทถึงได้กล้าใช้อำนาจบารมี
หากเฟิงหรูชิงไม่