วทาบริมฝีปากเบาๆ พร้อมรอยยิ้มเย็น “ชู่ว…”
วินาทีที่สบสายตา ความรู้สึกกดดันมหาศาลก็ปะเดปะดังเข้ามาหา
ราวกับภายในใจของหลินชิงเหยียนได้รับแรงปะทะ วินาทีนั้นในสมองพลันว่างเปล่า ทุกคำพูดต่างติดอยู่ในลำคอ
หลีจิ่งเฉินเองก็ขมวดคิ้ว “ซือฝูชิง คุณเลิกงมงายสักทีได้ไหม”
ซือฝูชิงมีความสามารถบางอย่างจริงๆ
ไม่ง่ายเลยกว่าจะทำให้เขาเปลี่ยนความคิดได้ แต่เธอกลับเริ่มทำลายภาพลักษณ์ตัวเองจนเขาไร้ซึ่งความรู้สึกดีด้วยแล้ว
“เรียบร้อย” ซือฝูชิงไม่สนใจอีกเช่นเคย เธอโปรยขี้เถ้ากระดาษยันต์ในมือทิ้ง จากนั้นก็ล้วงหยิบร่มคันหนึ่งออกมา “แนะนำว่าให้กางร่ม ถ้าตากฝนจนตัวเปียกแฉะก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนละกัน”
เธอกางร่มซึ่งช่วยบังทั้งเธอและลู่หนิงเซิงได้พอดิบพอดี
ลู่หนิงเซิงยังนึกแปลกใจไม่น้อย “ฝนจะตกจริงๆ เหรอ”
ซือฝูชิงเอ่ยตอบด้วยท่าทีสบายๆ “ฉันบอกว่าตกก็ต้องตกสิ”
เหล่าเด็กฝึกมารวมตัวกันตามคำสั่งของโปรดิวเซอร์ พวกเขาเองก็พากันมึนงงไปตามๆ กัน
มีเพียงเซี่ยอวี้ที่หยิบร่มคันหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้อย่างเนิบนาบ จากนั้นก็กางร่มไว้ตรงเหนือศีรษะ
เขาหันไปมองสวี่ซีอวิ๋น “นายเอาด้วยไหม”
“ไม่ต้อง!” สวี่ซีอวิ๋นโบกมือ “ผมเป็นบุตรแห่งแสง จะ