ได้สติกลับมาก็ฉีกยิ้มใหม่อีกครั้ง เอ่ยเสียงอ่อนโยน “มู่เหยี่ย นายไปซ้อมเถอะ”
จากนั้นภาพที่เธอหลุบตาก้มหน้าลงก็ทอดเป็นเงาสลัว
**
ณ ตระกูลจั่วในเวลานี้
จั่วเทียนเฟิงเผยท่าทีตกใจ “พวกท่านทั้งสองจะไปแล้วเหรอ”
“ใช่ พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องพักอยู่บ้านตระกูลจั่วมาสองวันแล้ว ถึงเวลาที่ต้องกลับตงซังสักที” บุรุษหนุ่มเอ่ยเสียงห่างเหินอย่างเกรงใจ “คุณจั่ว เช่นนั้นพวกเราขอตัวกลับก่อน”
จั่วเทียนเฟิงอยากจะรั้งไว้ ทว่าจนปัญญาจะขวางไว้ได้
เขาถ่อมตัวพูดเอาอกเอาใจ “วันหลังหากท่านทั้งสองมีเรื่องใดที่ตระกูลจั่วพอจะช่วยได้ก็อย่าได้ลังเลเลย!”
ถ้าได้ผูกมิตรกับนักพรตองเมียวจิ ตระกูลจั่วคงไปได้ไกล
“งั้นก็หารือกันได้” บุรุษหนุ่มพยักหน้า “ตอนนี้แม่ของคุณอยู่ที่ไหน”
“ยังไม่ได้บอกคุณแม่เรื่องนี้เลย” จั่วเทียนเฟิงถอนหายใจ “สุขภาพของคุณแม่ไม่ค่อยดี ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่เมืองซื่อจิ่ว ปกติแล้วคุณพ่อสุขภาพดีมากๆ ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆ จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”
สายตาของเขาดูหม่นหมองลงเล็กน้อย
สุขภาพร่างกายของท่านผู้เฒ่าจั่วแข็งแรง ต่อให้ใช้ชีวิตอีกสิบปียี่สิบปีก็ไม่มีปัญหา
แต่ทางโรงพยาบาลตรวจร่างกายอยู่นานก็หาสาเหตุไม่ได้ เป็น