ื่อเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว เหตุใดไม่ลองดูสักหน่อยเล่า?”
ลูเยี่ยยิ้มพลางกล่าวว่า
“หากข้าผ่านไปได้ ตามกฎขององค์จักรพรรดิมิใช่ว่าข้าต้องกลายเป็นผู้พิทักษ์วิถีแห่งวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุจริงๆ หรือ?”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ขอถอนตัวเสียตั้งตอนนี้ดีกว่า”
เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเสียดาย ดูเหมือนเขาจะรู้สึกโล่งใจมาก
คราวนี้กลับเป็นเหยาเวยที่เงียบงันไป การที่ลูเยี่ยเลือกที่จะละทิ้ง เดิมทีนางควรจะรู้สึกยินดี ทว่าเมื่อนึกได้ว่าภายหน้ายังต้องรอคอยไปอีกนานเท่าใดถึงจะได้พบ ‘ผู้มีวาสนา’ ที่สามารถแบกรับภาระใหญ่นี้ได้ นางก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ต้องรู้ไว้ว่ากาลเวลาผันผ่านไปเนิ่นนานเพียงนี้ มีเพียงเด็กหนุ่มเบื้องหน้าผู้นี้เท่านั้นที่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้!
จะทำอย่างไรดี?
ลูเยี่ยพลันเอ่ยขึ้นทันทีว่า
“ท่านผู้อาวุโส เรื่องที่อาจื่อสหายของข้าเข้าไปในวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุนี้ ท่านพอจะทราบเรื่องหรือไม่?”
เหยาเวยพยักหน้าพลางตอบว่า
“ทราบดี ทว่าข้าไม่อาจบอกเจ้าได้ว่ากำลังเผชิญกับสิ่งใด รวมถึงฐานะที่แท้จริงของเขาด้วย”
ลูเยี่ยยิ้มเล็กน้อย เรื่องนี้เดายากนักหรือ? ก็แคทายาทของมหาจักรพรรดิเผ่าปีศาจท่านนั้นไม่ใช่หรือ?
ลูเยี่ยกล่าวว่า
“หากอาจื่อปลุกพลังสายเลือดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดได้สำเร็จ ย่อมมีความหมายพิเศษต่อวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุอย่างแน่นอน ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็สามารถเป็นผู้พิทั