สิ่งนี้ติดต่อกับข้าอย่างไร”
กล่าวจบไก่ห้าสีก็หันตัวจากไป
ลูเยี่ยพินิจดูขนไก่เส้นนั้นด้วยสายตาประหลาด
“เจ้าไก่ตัวผู้เฒ่านั้นดูเหมือนจะหวั่นไหวจริงๆ เสียด้วย”
ผู้พิทักษ์สุสานชะงักไปครู่หนึ่ง
“หรือว่าเจ้าแค่พูดล้อเล่นกัน”
ลูเยี่ยหัวเราะ
“ข้าแค่ไม่อยากปล่อยไก่ตัวผู้เฒ่าไปเฉย ๆ นึกอยากจะตุ๋นซุปไก่ดื่มสักหน่อย จึงจงใจทิ้งเหยื่อล่อไว้ ไม่นึกเลยว่าเขาจะฮุบเหยื่อเข้าจริงๆ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า
“แต่ว่าถ้าเขาหลงกลจริงๆ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด”
ผู้พิทักษ์สุสานมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป พลางชี้ไปที่ขนไก่เส้นนั้น
“มอบสิ่งนี้ให้ข้าเถิด รอจนกว่าจะมีโอกาสข้าจะลวงเขาเข้ามาในแผน ก่อนส่วนต่อไปจะได้ตุ๋นน้ำซุปไก่หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
ลูเยี่ยมอบขนไก่ให้ผู้พิทักษ์สุสานอย่างเต็มใจ พร้อมเอ่ยเตือนว่า
“ท่านผู้อาวุโสต้องระวังด้วย อย่าถูกไก่ตัวผู้เฒ่าใช้ขนไก่เส้นนี้หลอกให้ตกหลุมเชียว”
ผู้พิทักษ์สุสานหัวเราะ
“ถ้าเช่นนั้นก็มาลองดูเถิดว่าใครจะหลอกใคร”
เมื่อไม่มีลูกธนูหักซื่อจิที่ตั้งใจไปยั่วยุ เตาหลอมแห่งภัยพิบัติบนท้องฟ้าก็ค่อย ๆ หายไป รอยแยกแห่งความมืดมิดนั้นปิดสนิทลงอย่างเงียบเชียบ ความมืดปกคลุมทั่วฟ้าดินอีกครั้ง
“ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกก็มีสมบัติล้ำค่าคล้ายกับลูกธนูหักนั้นเช่นกัน”
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าว
“แต่เกือบทั้งหมดต่างหักเสียหายอย่างหนัก ถูกกัดกร่อนด้วยพลังลมปราณแห่งหายนะ ในมือข้