เรือสมบัติลำหนึ่งกำลังทะยานอยู่ใต้ท้องฟ้า
บนเรือสมบัติลูเยียยืนพิงราวเรือ ทอดสายตามองไปไกลสุดหล้า อาภรณ์สีดำของเขาสะบัดพลิ้วไหวในสายลม เขาดื่มสุราไปพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวในใจไปพลาง
เมื่อตอนที่เขาอายุสิบสี่ปี เขาเคยเข้าร่วมการสอบคัดเลือกวิถียุทธในเมืองหลวงต้าเฉียนและสุดท้ายก็กลายเป็นจวงหยวนด้านวิถียุทธที่อายุน้อยที่สุดในรอบสามร้อยปีของต้าเฉียน ในเวลานั้นจักรพรรดิต้าเฉียนทรงจัดงานเลี้ยงฉลองในวังหลวงและทรงยกย่องเขาด้วยพระโอษฐ์เองว่าเป็น ‘บุตรกิเลนแห่งตระกูลลูผู้ไม่มีผู้ใดเทียบทั่วหล้า’
ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เขาและฉินชิงหลี่ได้ร่วมเดินทางเที่ยวชมเมืองหลวงด้วยกัน ทิ้งความทรงจำอันงดงามไว้ช่วงหนึ่ง เหล่าบุตรหลานตระกูลสูงศักดิจอมเสเพลในเมืองหลวงต่างพากันด่าทอเขาว่าเป็น ‘ลูเหลาเอ๋อร์ผู้ไม่เคารพเชื้อสายบรรพบุรุษ’
สาเหตุก็เพราะคนเหล่านั้นล้วนเคยถูกเขาต้มตุ๋นเล่นงานมานักต่อนัก
และในห้วงเวลานั้นเอง ลูเยียได้รู้จักกับเชียหลิงชิวและกลายเป็น ‘โจรสนัข’ ในคำพูดของแม่นางนัวนัว
อาจกล่าวได้ว่าช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองหลวงนั้นเป็นช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดในวัยสิบสี่ปีของลูเยีย
แต่บัดนี้เพียงแค่ผ่านไปเพียงกว่าสามปี เมื่อหวนคำนึงถึงเรื่องราวในอดีตเหล่านี้ ลูเยียกลับรู้สึกราวกับมันเป็นเรื่องในชาติภพก่อน
‘การไปเมืองหลวงต้าเฉียนในครั้งนี้ต้องไปสายลับที่มีความเกี่ยวข้องกับท่านอารองก่อนเป็นอันดับแรก’
ลูเยียครุ