ราวกับคมดาบจ้องมองที่ลูเยี่ย น้ำเสียงของนางเหมือนเสียงดาบที่ดังก้องกังวานแต่ทว่าทุ้มต่ำ ลูเยี่ยประสานมือคารวะ “ศิษย์พี่มีอะไรจะชี้แนะหรือ?”
เย่วหนิงจือกล่าว “ไม่ใช่การชี้แนะหรอก ข้าเพียงแคอยากดูว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร”
ลูเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เย่วหนิงจือก็ถอนหายใจกล่าวว่า “น่าเสียดายที่ข้าได้ทะลวงขอบเขตไปแล้ว มิเช่นนั้นข้าก็อยากจะประลองกับเจ้าสักตั้ง”
ลูเยี่ยอดไม่ไหวต้องกล่าวว่า “แม้จะทะลวงขอบเขตก็ไม่เป็นไร หากศิษย์พี่มีความสนใจเมื่อใด ข้าไม่รังเกียจที่จะขอประลองวิชากับศิษย์พี่สักหนึ่งถึงสองกระบวนท่า”
เย่วหนิงจือส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ช่างมันเถอะ เมื่อวานข้าเพิ่งทะลวงขอบเขต ยังควบคุมพลังใหม่ทั้งหมดไม่ได้จริงๆ ข้ากลัวว่าจะพลั้งมือสังหารเจ้าตาย”
นางพลันชี้ไปยังลีชิวอวี่ที่อยู่ไกลออกไป “เมื่อวานตอนที่ข้าออกจากการปิดด่าน เขาเป็นฝ่ายมาโอ้อวดข้าก่อน บอกว่าเขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ก่อนข้าหนึ่งก้าว”
“แต่มันมีประโยชน์อันใด? สุดท้ายก็เกือบถูกข้าซ่อมจนพิการไม่ใช่หรือ?”
สายตาของทุกคนดูแปลกประหลาด เมื่อครึ่งเดือนก่อน ศิษย์หลักลีชิวอวี่ผู้ถูกจัดอยู่อันดับที่สาม หลังจากพ่ายแพ้ลูเยี่ยในวันที่สองก็ได้ทะลวงขอบเขตและก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ และทันทีที่เย่วหนิงจือออกมาจากปิดด่านเมื่อวานนี้ ลีชิวอวี่ก็ได้ไปเยี่ยมเยียน ‘แสดงความยินดี’ ด้วยความกระตือรือร้น