เจ้าเป็นถึงศิษย์สำนักวิญญาณราชันย์ดารา มีสิทธิอะไรมาคิดเช่นนั้น?’
“อย่าโกรธที่ข้าพูดจาไม่ไพเราะ”
ผูเหิงเยวกล่าวว่า “ในใจข้า ฉินชิงหลีประดุจเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดคู่ควรกับนาง!”
กล่าวจบ เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น ดวงตาเปล่งประกายคมกริบดังคมดาบ จ้องมองไปที่ลู่เยี่ย “หากเจ้ารู้จักที่ต่ำที่สูง ก็อย่าได้มาพัวพันกับเทพธิดาชิงหลีอีก!”
คำพูดนี้ แทบจะเป็นเสียงในใจของคนมากมายในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
แต่เมื่อคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากของผูเหิงเยวกลับทำให้ผู้คนรู้สึกแปลก ๆ
ลู่เยี่ยกลับยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าขอขอบคุณในคำชมของเจ้าแทนชิงหลีของข้าด้วย!”
ผูเหิงเยวขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “สมดังที่ข้าคาดไว้ไม่ผิด คนไร้ยางอายอย่างเจ้านี้ ช่างไม่คู่ควรกับเทพธิดาชิงหลีเลยจริงๆ!”
เขาค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น “ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะสั่งสอนเจ้าแทนเทพธิดาชิงหลี ว่าควรทำตัวเช่นไร!”
พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของผูเหิงเยว
นั่นคือคลื่นพลังลมปราณของพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่แปด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลอดเก้าวันที่ผ่านมา ผูเหิงเยวอาศัยเพียงพลังบำเพ็ญในขอบเขตนี้ ก็สามารถกดข่มศิษย์ขอบเขตตำหนักวิญญาณทั้งหมดของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้!
ลู่เยี่ยคิดในใจ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เวินชิวเจวี่ยและคนอื่น ๆ กังวลเรื่องเขาถึงเพียงนี้ เพียงแค่ดูจากพลังลมปราณ คนผู้นี้ก็ไม่ธรรมดาจริงๆ
“ข้าชื่อผ