กเราต่างรอคอยมานานหลายปีแล้ว บัดนี้โอกาสได้ปรากฏขึ้นอย่างยิ่งใหญ่แล้ว จะคว้าไว้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนแล้ว!”
ต้นไม้ใหญ่ที่ทอดตัวสูงเสียดฟ้าเอ่ยปาก กิ่งก้านส่งเสียงกรอบแกรบ โปรยปรายเปลวเพลิงสีเงินนับล้าน ๆ
สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ต่างก็เอ่ยปากทีละตัว เสียงก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน ทำให้บรรยากาศบริเวณเทือกเขาเฉียนเฟิงกลายเป็นความกดดันและความรู้สึกสังหาร ไกลออกไป ยังมีสายตานับไม่ถ้วนที่จ้องมองมาทางนี้เช่นกัน
“พวกเจ้าตาบอดหรืออย่างไร ไม่เห็นหรือว่ามีคนอยู่บนแท่นบูชาเก่านั้นหรือ?”
ทันใดนั้น พยัคฆ์ขาวที่แบกฝักดาบสีเลือดก็เอ่ยปากขึ้น เสียงคำรามของพยัคฆ์สั่นสะเทือนไปทั่วทุกทิศทาง
ในความมืด สายตานับไม่ถ้วนต่างก็มองไปยังแท่นบูชาเก่านั้นพร้อมกัน และค้นพบว่ามีคนอยู่บนแท่นบูชาเก่า
คนแรกไม่ใช่พยัคฆ์ขาว แต่เป็นหญิงชราที่เป็นผูพิทักษ์สุสาน
แท่นบูชาเก่านั้นดูเก่าแก่โบราณ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนดำลึกลับอยู่รอบด้าน ประหนึ่งถูกผนึกไว้หลายชั้น และบนโซ่ตรวนเหล่านั้น มีร่างสี่ร่างอยู่!
เพียงแต่ว่าหลังจากแท่นบูชาเก่าปรากฏขึ้น มันก็ถูกปกคลุมด้วยแสงดาวนับพัน ทำให้หากไม่มองอย่างพินิจพิเคราะห์ ก็แทบจะไม่สามารถสังเกตเห็นร่างทั้งสี่นั้นได้
ดวงตาของหญิงชราสับสนไปครู่หนึ่ง
“ไม่ถูกต้อง คนที่นำพาให้เกิดโอกาสนั้นไม่ใช่เขา น่าจะเป็น…”
หญิงชรายังเห็นเหล่าเกาและเฒ่าจ้าวเช่นกัน แต่เลือกที่จะ