ฟางเป่ยเจิ้นจึงรีบอธิบายว่า “ท่านผู้บัญชาการเข้าใจผิดแล้ว ขณะนี้ในจวนที่ว่าการมีสัตว์อสูรที่คุมขังอยู่น้อยนัก มีเพียงหมาป่าโลหิตตัวนี้ที่เหมาะสมที่สุด ตัวอื่นล้วนใช้ไม่ได้ หากท่านไม่เชื่อ…”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ เสียงเขาก็หยุดชะงักไปทันที
ฟางเป่ยเจิ้นตกตะลึง
คนอื่น ๆ ที่อยู่ในที่นั้นรวมถึงเขาต่างก็เบิกตากว้าง
ที่แท้ลู่เยี่ยได้เดินเข้าไปในกรงขังที่สูงเก้าจั้งนั้นตั้งแต่แรก แล้วยื่นมือไปลูบศีรษะของสัตว์อสูรหมาป่าโลหิตตัวนั้น
ราวกับกำลังลูบหัวสุนัขอย่างไรอย่างนั้น
สัตว์อสูรหมาป่าโลหิตถูกปลดโซ่ตรวนออกไปแล้ว ได้รับอิสรภาพอีกครั้ง ปกติมันควรจะแสดงความดุร้ายออกมา
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างคือ หมาป่าโลหิตกลับทรุดลงนั่งอยู่ตรงนั้น
ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ดวงตาสีแดงฉานทั้งคู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไร้ที่พึ่ง และความสิ้นหวัง
มันไม่กล้าขยับเลยแม้แต่น้อย!
“นี่นับว่าผ่านด่านแล้วใช่หรือไม่?”
ลู่เยี่ยลูบศีรษะหมาป่าโลหิตพลางเอ่ยถาม
“นี่มัน…”
นั่วนั่วถึงกับงุนงง เกิดอะไรขึ้นกัน?
“ให้ตายเถอะ หรือว่าหมาป่าโลหิตนี่มันก็เกิดปัญหาเช่นเดียวกับเตาหลอมทดสอบพลัง?”
ฟางเป่ยเจิ้นอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา