กคามที่คอยสูบเลือดสูบเนื้ออยู่เนืองๆ
บรรดายอดฝีมือเผ่ามนุษย์พยายามจัดทีมออกกวาดล้างอยู่บ่อยครั้ง แต่สัตว์อสูรพวกนี้กลับมีวงจรชีวิตที่น่าขนลุก ฆ่าไปเท่าไหร่ก็เหมือนเด็ดหญ้า ไม่นานฝูงใหม่ก็ผุดขึ้นมาทดแทน ราวกับฆ่าไม่มีวันหมด
นานวันเข้า เผ่ามนุษย์จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ เลิกบุกทะลวงล้างบางสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วหันมาเน้นตั้งรับเป็นหลัก หนึ่งคือพวกมันฆ่าไม่ตาย สองคือตราบใดที่ไม่มีมนุษย์ระดับยอดฝีมือไปยั่วยุจนพวกมันคลั่ง สัตว์อสูรก็แทบจะไม่รวมฝูงบุกโจมตีเมือง สองเผ่าพันธุ์จึงอยู่ในสภาวะคุมเชิง ต่างคนต่างอยู่แบบตึงเครียด
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในเขตชานเมือง บรรยากาศก็ยิ่งวังเวง
ซูอวี่จงใจชะลอฝีเท้าลง แสร้งขมวดคิ้วทำหน้าหวาดระแวง
“หลิวอี้อี้ ตกลงว่าเป้าหมายของเธอคือสัตว์อสูรตัวไหนกันแน่? ขืนเดินลึกเข้าไปมากกว่านี้ เราอาจจะแจ็กพอตเจอสัตว์อสูรระดับขอบเขตหลอมโลหิตเลยนะ! ถึงตอนนั้นแค่สองคนเอาไม่อยู่แน่!”
คราวนี้ หลิวอี้อี้กลับไม่ได้เออออคล้อยตามประจบประแจงเหมือนเคย เธอกลับชะงักเท้า กวาดสายตามองสำรวจไปรอบๆ บริเวณแทน
ซูอวี่เลิกคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนเร้นไว้เป็นอย่างดี
“ในที่สุด… หางก็โผล่แล้วสินะ?”
เมื่อต