ซันนี่ตื่นเต็มตาในทันที เขาลุกขึ้นนั่ง รีบขยี้ตาแล้วหันไปมองเด็กสาวตาบอด พร้อมที่จะรับฟังอย่างเต็มที่
เนฟิสเดินเข้ามาหาพวกเขาและนั่งลง ใบหน้าของเธอแทบจะมองไม่เห็นภายใต้แสงสลัวของรุ่งสาง
“อดีตหรืออนาคต?”
ซันนี่กะพริบตา
‘จริงด้วย ฉันควรจะเป็นคนถามคำถามนั้นเองนะเนี่ย’
แคสซี่นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างลังเลว่า:
“อดีตค่ะ… ฉันคิดว่านะ”
หลังจากนิ่งไปครู่สั้นๆ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นความมั่นใจ
“ไม่ค่ะ ฉันมั่นใจแล้ว”
ดาราแปรเปลี่ยนเอียงคอเล็กน้อย
“ดีแล้ว… แล้วเธอเห็นอะไรล่ะ?”
แคสซี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเงียบไปหลายวินาทีเพื่อรำลึกความทรงจำ ใบหน้าของเธอซีดลงเล็กน้อย แต่คราวนี้เธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองแล้ว
“ฉันเห็นสถูปเถ้าถ่านในยามดึกสงัด ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ ลมพัดแรงจนกิ่งก้านของต้นไม้ยักษ์โน้มเอียง ราวกับมันพยายามจะหักกิ่งเหล่านั้นให้ได้ เกาะทั้งเกาะสว่างไสวด้วยสายฟ้าที่ฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาเหมือนน้ำท่วม”
เธอหยุดพักหายใจครู่หนึ่งแล้วเล่าต่อ:
“ปีศาจกระดองอยู่ที่นั่น ยืนอยู่ท่ามกลางพายุเหมือนป้อมปราการที่สั่นคลอนไม่ได้ซึ่งทำจากเหล็กขัดเงา กระแสไฟฟ้าเต้นระบิบระยับอยู่ระหว่างหนามบนชุดเกราะของมัน แต่เจ้าปีศาจไม่ได้สนใจเลย มันเป็นอย่างที่คุณซันนี่อธิบายไว้จริงๆ… ทะนงตน มืดมน และน่าหวาดกลัว”
แคสซี่หลับตาลง