็ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับโฮ่วเทียนทั้งสิ้นพะยะค่ะ”
ฮองเต้พยักหน้า
“ดูเหมือนว่าซุนเชียนจะไม่ได้เสียเวลาเปล่าในสามวันนี้ ถึงสามารถรวบรวมยอดฝีมือมามากมายเช่นนี้ได้ เมื่อเผชิญหน้ากับคนพวกนี้ ดูเหมือนว่าอู่อันป๋ออาจจะเสียเปรียบแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น องค์หญิงหมิงเยวจึงหันไปมองเถียซานเหนียง
“ซานเหนียง เจ้าคิดเช่นไร?”
เถียซานเหนียงทำเพียงแค่กวาดตามองคนห้าร้อยที่ซุนเชียนส่งออกมาแล้วก็เบนสายตากลับ จากนั้นก็ยิ้มบางพลางกล่าวว่า
“รอสักครู่เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง”
หลังจากที่คนของซุนเชียนปรากฏตัวแล้ว ฮองเต้ก็เหลือบมองไปที่หยางหลิน
“ไท่ผิงกง ช่วงนี้อู่อันป๋อไม่ได้พักอยู่ที่จวนของเจ้าหรอกหรือ แล้วคนของเขาละ?”
หยางหลินลุกขึ้น
“ฝ่าบาท…”
ทันทีที่หยางหลินเพิ่งเอ่ยปาก จู่ๆ ก็มีเสียงหมาป่าหอนดังก้องมาแต่ไกล หยางหลินหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงเงามำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นจากที่ไกลๆ ตามมาด้วยเสียงย่ำเท้าที่เป็นจังหวะพร้อมเพรียงกัน
เสียงย่ำเท้านี้ราวกับเป็นเสียงกลองดังกระทบหัวใจของทุกคน ให้ความรู้สึกกดดันที่มองไม่เห็น เมื่อเงามำเคลื่อนเข้ามาใกล้ ทุกคนก็ค่อยๆ มองเห็นเงาร่างที่วิ่งเข้ามาได้ชัดเจนขึ้น
ทันใดนั้น กลุ่มคนทางฝั่งขุนนางฝ่ายทหารก็พลันพากันลุกขึ้นยืน พวกเขาจ้องมองไปยังที่ไกลโดยไม่ละสายตา ฮองเต้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เมื่อมองไปครั้งหนึ่งก็ถูกดึงความสนใจไปเช่นกัน
ส่วนจ้าวจงที่ปกติมีท่าทีสงบนิ่งเสมอนั้น เ