ต่างจริงๆ
เจียงฉางเซิงกำลังครุ่นคิด ทันใดนั้นจิตสำนึกก็ร่วงหล่น ทะลุผ่านเศษเสี้ยวของห้วงมิติชั้นแล้วชั้นเล่า เขาร่วงลงสู่ปลายเมฆ แม่น้ำกว้างใหญ่นั้นค่อยๆ เลือนหายไปจากทัศนวิสัยของเขา เลือนหายไปในความมืดมิด เขาร่วงหล่นลงเรื่อยๆ ทะลุผ่านผืนดินมาถึงใต้พิภพ
เขามองเห็นตำหนักยมโลกกับต้นสิ้นภพ แต่เป็นเพียงภาพชั่วพริบตา เขายังคงร่วงหล่นต่อไป มุ่งสู่ส่วนลึกของใต้พิภพที่ลึกกว่าตำหนักยมโลก เขาหยุดลงกะทันหัน เมื่อเพ่งมองลงไปพบว่าด้านล่างเป็นทะเลเพลิงไร้สิ้นสุดพาดยาวไม่ขาดสาย เงยหน้าขึ้นมองเห็นเพียงเมฆหมอกมืดครึ้มมาบดบัง มองไมเห็นเพดานของพื้นพิภพ คล้ายเป็นอีกโลกหนึ่ง
ในทะเลเพลิงมีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมามากมายเวียนว่ายอยู่บ้าง คล้ายปลาบ้าง คล้ายยักษ์บ้าง คล้ายมังกรหรืออสรพิษ ทุกตนมีขนาดมหึมาดูน่าหวาดกลัว ที่นี่คือที่ใดกันแน่ เจียงฉางเซิงคิดอย่างสงสัยอยู่ในใจ เขารู้ตัวว่าได้เข้าสู่สภาวะแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง เหล่าสิ่งมีชีวิตมองไม่เห็นเขา แต่เขากลับสามารถมองเห็น เช่นนี้เรียกว่าอะไร? หลุดพ้นจากสามโลกหรือ?
ขณะเดียวกันในโลกความเป็นจริง ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่นั้นลอยตัวขึ้นช้าๆ รัศมีแสงเหนือศีรษะเริ่มแผ่กระจาย กลับกลายเป็นดอกไม้แสงประหลาดสามดอก เปล่งแสงดั่งหมู่ดาว ปราณวิญญาณฟ้าดินที่ไร้รูปเริ่มมีรูปร่าง กลายเป็นกระแสลมสีต่างกันห้าสายหมุนวนรอบกายเขา วิญญาณของเขาแยกออกจากร่าง กำลั