ไม่ยากว่าการฟาดด้วยง้าวเมื่อครู่นั้น ไม่ได้เสริมพลังปราณแท้เข้าไปเลยแม้แต่น้อย
แต่กระนั้น การโจมตีที่ ‘ธรรมดาสามัญ’ ด้วยพละกำลังล้วน ๆ กลับทำให้เขาต้องป้องกันตัวเอง โดยปกติแล้ว การโจมตีของผู้อยู่ในขั้นกึ่งปรมาจารย์ไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้จากเขา
หลี่เต้าแบกง้าวมังกรทมิฬไว้บนบ่า ยิ้มบางพลางกล่าวว่า “เป็นเพียงพลังเทพโดยกำเนิดธรรมดา ๆ เท่านั้น ไม่อาจเทียบกับพวกท่านผู้บำเพ็ญเพียรได้”
ถูหลู่ “…”
พลังเทพโดยกำเนิดธรรมดา ๆ งั้นหรือ?
หากเขาเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ ก็คงโดนผีสิงแล้ว
ในตอนนี้ ถูหลู่เริ่มใช้สายตาพิเศษสำรวจหลี่เต้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ครู่ต่อมา ดวงตาของเขาก็เผยแววชื่นชม แล้วกลับมาเคร่งขรึม ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ท่านผู้มีวาสนา ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านจึงมีพลังเทพโดยกำเนิด?”
“หืม?” หลี่เต้าขมวดคิ้ว
“พระชรา ต้องการจะบอกอะไรหรือ?”
“อมิตาภพุทธ!” ถูหลู่ประนมมือ เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ก่อนหน้านี้อาตมาไม่มีปัญญาญาณ ไม่รู้จักใบหน้าที่แท้จริงของท่านผู้มีวาสนา”
“แต่เมื่อครู่หลังจากเปิดปัญญาญาณแล้ว อาตมากลับพบว่า มีแสงวิญญาณสายหนึ่งห่อหุ้มท่านผู้มีวาสนาอยู่”
“ตามที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ลับของวัดที่อาตมาสังกัดอยู่ แสงวิญญาณของท่านผู้มีวาสนาควรเป็นแสงวิญญาณของพระอรหันต์ นั่นก็คือ ท่านคือพระอรหันต์กลับชาติมาเกิด”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็ถึงกับตะลึงงัน ในสมองมีเครื่องหมา