พูดอีกอย่างคือ แม้จะเกี่ยวข้องแต่ก็ไม่มีใครกล้าออกมาพูด เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชนต่างเผ่า หากพูดผิดพลาดไปก็อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏทรยศต่อแผ่นดินได้ง่ายๆ
หลังจากได้ยินคำพูดของกลุ่มขุนนางฝ่ายทหาร ฮ่องเต้ก็เงียบไปครู่หนึ่ง เหล่าขุนนางได้แสดงความคิดเห็นกันแล้ว ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฮ่องเต้อย่างเขา
ในที่สุด หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง สีหน้าของฮ่องเต้ก็จริงจังขึ้น จากนั้นพระองค์ก็ตรัสว่า
“ในเมื่อชนเผ่าเป่ยหมานกล้าที่จะยั่วยุต่อราชวงศ์ต้าเฉียนของเรา ราชวงศ์ต้าเฉียนของเราก็ต้องตอบโต้กลับไปอย่างสาสม”
“ขณะนี้ที่ด่านฟู่เฟิงมีกองทัพหนึ่งแสนนายที่นำโดยไท่ผิงกงอยู่แล้ว”
พูดถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ก็ทรงทอดพระเนตรลงไปยังด้านล่างแล้วตรัสว่า
“พอดีเลย เฟิงโจวติดกับแคว้นอวิ๋น กำลังขาดแคลนเสบียงเพราะประสบภัยพิบัติใช่หรือไม่?”
“ดังนั้น จงถ่ายทอดคำสั่งของเราไป ให้เฟิงโจวระดมพลครึ่งหนึ่งของกำลังทหารในเขตปกครองไปช่วยเหลืออวิ๋นโจว เสบียงที่เราส่งไปให้นั้นพอประทังชีวิตพวกเขาได้เพียงชั่วคราว ชนเผ่าเป่ยหมานมีวัวแกะเต็มแผ่นดิน หากต่อไปอยากกินดีอยู่ดี ก็ให้ไปปล้นเอาเองเถิด”
“ในเมื่อชนเผ่าเป่ยหมานกล้าให้สามเผ่าที่นำโดยเผ่าถ่ามู่บุกรุกด่านฟู่เฟิง เช่นนั้นคงได้คิดถึงผลที่ต้องแลกมาแล้ว แม้ดินแดนของสามเผ่าของชนเผ่าเป่ยหมานนั้นเราไม่สนใจ แต่ก็พอจะใช้เป็นทุ่งเลี้ยงวัวแกะของราชวงศ์ต้าเฉียนได้ ดังนั้น ศึกครั้งนี้มีเ