าวถ่งพลันรู้สึกว่าการยอมรับใครสักคนเป็นหัวหน้าก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร อย่างน้อยก็มีผลประโยชน์ที่เห็นได้ชัดอยู่ตรงหน้า
อีกอย่าง หลี่เต้าผู้เป็นหัวหน้าคนนี้ก็ไม่ใช่แค่หัวหน้าหมู่น้อย ๆ ใต้บังคับบัญชาของเขาเหมือนแต่ก่อนแล้ว
ตั้งแต่ที่เขารับป้ายอาญาสิทธิ์จากแม่ทัพโหวมา เขาก็ได้กลายเป็นผู้บัญชาการชั่วคราวของด่านฟู่เฟิงแล้ว
การคำนับคารวะผู้บัญชาการเป็นหัวหน้าไม่ใช่เรื่องน่าอับอายแต่อย่างใด กลับจะเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ
…
เมื่อเห็นปฏิกิริยาอันระมัดระวังของทหารชนเผ่าเป่ยมหาน โหวหย่วนเลี่ยงกลับไม่ตกใจแต่รู้สึกยินดี เพราะนั่นแสดงว่าการตัดสินใจของเขาไม่ผิดพลาด
ทันใดนั้น เขาก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามออกไปว่า
“เจ้าอยู่ในขั้นปรมาจารย์หรือ?”
ดูจากปฏิกิริยาของทหารชนเผ่าเป่ยมหานแล้ว หากเป็นเพียงแค่กองกำลังทหารม้าที่สามารถรวบรวมกองทัพวิญญาณได้ ก็ไม่น่าจะทำให้อีกฝ่ายแสดงท่าทีเช่นนี้ ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงกองกำลังทหารม้าสามร้อยนาย ในขณะที่อีกฝ่ายมีกองทัพหลายหมื่นนาย ความแตกต่างด้านกำลังพลนั้นเห็นได้ชัด
ดังนั้น ในความคิดของเขา มีเพียงยอดฝีมือขั้นปรมาจารย์เท่านั้นที่จะทำให้พวกคนเป่ยมหานเหล่านั้นต้องระแวดระวังถึงเพียงนี้
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ หลี่เต้ากลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“ข้าไม่ใช่ปรมาจารย์”
ไม่ใช่ปรมาจารย์หรือ?
โหวหย่วนเลี่ยงชะงักไปชั่วขณะ
หากไม่ใช่ปรมาจารย์ แล้วเหตุใดอีกฝ่ายจึงห