ูกไล่ทัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกทหารม้าเป่ยหมานก็รู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ จึงไม่รีรออีกต่อไป
ทหารม้าเป่ยหมานที่อยู่ด้านหน้าขี่ม้าปีนขึ้นไปตามเนินชันทันที ส่วนทหารม้าเป่ยหมานที่อยู่ด้านหลังก็ตามติดขึ้นไป
ขณะที่ทหารม้าเป่ยหมานที่อยู่หน้าสุดกำลังจะปีนขึ้นไปถึงยอดเนินชัน
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากท้องฟ้า
ทหารม้าเป่ยหมานหลายคนต่างเงยหน้าขึ้นมองโดยสัญชาตญาณ พบว่ามีเงาร่างหนึ่งร่วงลงมาจากด้านบนของหุบเขา
ตูม!
เงาร่างนั้นร่วงลงมาพอดีกับยอดเนินชัน ขวางอยู่ตรงหน้าทหารม้าเป่ยหมานคนนั้นพอดี
หลี่เต้าปัดฝุ่นตรงหน้า มองดูทหารม้าเป่ยหมานที่อยู่เบื้องหน้าแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก พูดกับตัวเองว่า “ยังดีที่ทันเวลา ถ้าปล่อยให้หนีไปได้ คงนอนไม่หลับทั้งคืนแน่”
หัวหน้าชนเผ่าเป่ยหมานตกใจกับคนที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน
เมื่อได้สติก็ถามออกมาโดยสัญชาตญาณว่า “เจ้าเป็นใคร?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “ยามนี้แล้วเจ้ายังมีเวลามาถามว่าข้าเป็นใครอีกหรือ?”
เห็นดังนั้น หัวหน้าชนเผ่าเป่ยหมานจึงรู้แจ้งว่าอีกฝ่ายมาหาเรื่องแน่
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่ดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็รู้ว่ารอต่อไปไม่ได้แล้ว ตอนนี้ไม่ว่าคนตรงหน้าจะเป็นใคร หากขวางทางพวกเขาก็ต้องตาย
ดังนั้นเขาจึงออกคำสั่งทันทีว่า “ฆ่ามันซะ แล้วบุกออกไป!”
เมื่อได้ยินคำสั่ง ทหารม้าเป่ยหมานที่อยู่แถวหน้าสุดไม่ลังเลอีกต่อไป ควบม้าพุ่งเข้าใส่