็นเพียงรองหัวหน้าหน่วย แต่นั่นคือหน่วยองครักษ์ติดตามท่านแม่ทัพเสิ่นอยู่ตลอด อีกทั้งยังมีอาจารย์เป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์ ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกึ่งปรมาจารย์ บุคคลเช่นนี้ อย่าว่าแต่เหล่าผู้บังคับกองพันอย่างพวกเขาเลย แม้แต่แม่ทัพบางคนเมื่อพบเจอคนประเภทนี้ก็ต้องสุภาพนอบน้อม เพราะใครจะรู้ว่าคำพูดที่ควรพูดหรือไม่ควรพูด จะถูกเขานำไปบอกท่านแม่ทัพเสิ่นหรือไม่? จางซื่อไม่ได้ตระหนี่ เขาส่งหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะไปตรงหน้าฉีเซิ่ง ฉีเซิ่งก็ไม่ได้เกรงใจ หรือพูดอีกอย่างคือเขาไม่จำเป็นต้องเกรงใจ
ด้านข้าง จางซื่อกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าแม่ทัพเสิ่นต้องการองครักษ์สำรองกี่คนหรือ?” ฉีเซิ่งพลิกดูหนังสือพลางกล่าว “อาจารย์ของข้าคงจะพาองครักษ์ไปแปดนาย ดังนั้นข้าก็ต้องการองครักษ์สำรองแปดนายเช่นกัน ไม่ทราบว่าท่านจางมีคนที่มีแววดี ๆ ให้ข้าเลือกบ้างหรือไม่?”
คนที่มีแวว? จางซื่อครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “พูดถึงคนที่มีแวว ข้าก็มีอยู่คนหนึ่ง”“เป็นคนแบบไหน?”“เพียงแค่กำลังร่างกายล้วน ๆ เขาใช้แขนข้างเดียวก็สามารถยกคานหินหนักห้าร้อยชั่งได้อย่างง่ายดาย”“โอ้!” สีหน้าของฉีเซิ่งแสดงความตกตะลึง แขนเพียงข้างเดียวก็สามารถยกคานหินหนักห้าร้อยชั่ง เช่นนั้นพละกำลังสองแขนต้องเกินพันชั่งขึ้นไป และยังเป็นพละกำลังจากร่างกายล้วน ๆ นับว่าเป็นคนที่มีแววจริง ๆ “เขาชื่ออะไร?”
“หลี่เต้า”“หลี่เต้า?” เมื่อได้ยินชื่อนั้น ฉีเซิ่งก็ขมวดคิ้วอย่างอดไม