ถามเว่ยอวิ๋น “เรื่องนี้น่ะหรือ……” เว่ยอวิ๋นรู้สึกรำบากใจอยู่ครู่หนึ่ง
ในตอนนั้นเองเจ้ายักษ์ที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยปากขึ้นมา เขามองไปทางหลี่เต้าพลางเอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า “เจ้าเก่งมาก ข้ายอมรับในตัวเจ้า” พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินไปยืนเหม่อลอยอยู่ริมกำแพง
เมื่อเสิ่นซานได้ยินคำพูดนั้นก็ดีใจทันที เขาหันไปพูดกับเว่ยอวิ๋นว่า “นับได้ว่าพวกเราทั้งห้าคนเห็นด้วยแล้วกระมัง” หลี่เต้าส่ายหน้าแล้วเดินไปอีกด้านโดยไม่พูดอะไร
เว่ยอวิ๋นมองเสิ่นซานพลางยิ้มบาง ๆ กล่าวว่า “ข้าบอกตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ จุดประสงค์ที่มาวันนี้เพื่อเชิญพวกเจ้ามาช่วยค่ายเว่ยอู่ของพวกข้า ทำไมข้าจะไม่เห็นด้วยเล่า”
“ช้าก่อน!” เสิ่นซานขมวดคิ้ว “ในเมื่อท่านเป็นคนเชิญพวกข้า เช่นนั้นท่านก็ควรจะเกลี้ยกล่อมพวกข้าไม่ใช่หรือ?”
“ใช่แล้ว เหตุใดพวกเราถึงต้องพยายามโน้มน้าวด้วยตัวเองเช่นนี้ ใครจะไปรู้เล่า?” เสิ่นซานหันกลับไปมองหน้าหลี่เต้าที่ดูไม่ได้แปลกใจอะไรเลย จึงถามว่า “เจ้าคงเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วกระมัง?”
“อืม” ที่จริงแล้วหลี่เต้าเดาได้ตั้งแต่ตอนที่เสิ่นซานเดินกลับมา การแสดงละครไม่ต่างอะไรกับแม่ทัพเจ้าเล่ห์ที่หลอกล่อชายวัยกลางคนน่ารังเกียจ เสิ่นซานเกาศีรษะพลางกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “เหตุใดท่านถึงไม่บอกพวกข้าเล่า?”
หลี่เต้าชี้ไปที่คนบ้าที่อยู่ข้าง ๆ “เจ้าเคยให้โอกาสข้าได้บอกเจ้าดี ๆ หรือไม่?” เสิ่นซานทำหน้าเขินอายเพราะดูเหมือนว่าตั้งแต่ต้น