มอบนามให้ข้าได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงถามว่า
“พวกสัตว์อสูรที่อ่อนแอกว่าเจ้ายังมีนามเป็นของตนเอง แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่มีเล่า”
สิ่งมีชีวิตขนสีน้ำตาลส่ายหัวตอบว่า
“ข้าก็ไม่ทราบ ดูเหมือนพวกเขาถือกำเนิดมาก็ทราบนามของตนเอง แต่ข้าไม่ทราบ”
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นเหลือบมองมัน มันตกใจกลัวจนก้มหน้างุด เกร็งอย่างถึงที่สุด ภาพที่เจียงฉางเซิงสังหารอสูรหงหยาอย่างง่ายดายยังคงติดตรึงดวงตาของมัน
“ถ้าเช่นนั้น นามว่าทงเทียนตี้ดีหรือไม่ พรสวรรค์ของเจ้าคือการสอดส่องสรรพสิ่งในใต้หล้า ล่วงรู้หมื่นพันเรื่องราว นามนี้เหมาะกับเจ้านัก”
“ทงเทียนตี้… ทงเทียนตี้! ฮ่าๆๆ ข้ามีชื่อแล้ว!”
สิ่งมีชีวิตขนสีน้ำตาลร้องอย่างดีอกดีใจ ลมปราณอันน่าหวาดกลัวสายหนึ่งเล็ดลอดออกมาจนผืนพสุธาสั่นไหว ขุนเขาทั้งหลายเริ่มสั่นโคลงเคลง
เจียงฉางเซิงหลับตาลงใหม่อีกครั้งแล้วถามว่า
“เจ้ามาเพื่อนามเพียงนามเดียวหรือ”
ทงเทียนตี้เรียกสติตนเองกลับมาตอบว่า
“สมัยข้ายังเล็ก เคยเห็นเผ่าพันธุ์ที่คล้ายเผ่ามนุษย์ แต่พวกเขาอยู่ในเขตลึกของไท่ฮวง ข้าอยากเป็นเหมือนพวกเขามาตลอด ดังนั้นข้าจึงตั้งใจจะเข้าไปเรียนรู้ในมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง ข้ารับประกันว่าข้าจะไม่ทำร้ายมนุษย์อย่างแน่นอน แล้วก็จะไม่เปิดเผยพลังของตนเองง่ายๆ ด้วย”
มันสอดส่องมองดูต้าจิ่งมาหลายปีเช่นนี้ ย่อมสนใจและชมชอบเผ่ามนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม มันอยากกลายเป็นส่วนหนึ่งของเผ่ามนุษย์ยิ่งนัก
เจียงฉางเซิงพยาก