ฟางเจิ้งมาถึงกุฏิที่หงเสียงจัดไว้ให้เขา ตอนนี้เอง ในที่สุดเจ้าลิงก็อดใจไม่ไหวแล้ว “เจ้าอาวาส พวกนายพูดอะไรกัน? เณรนั่นพูดพึมพำเป็นกอง ฉันฟังไม่เข้าใจเลย”
“ฟังไม่เข้าใจก็ดู ดูไม่เข้าใจก็คิด” ฟางเจิ้งตอบ
ลิงทำหน้ามึน “ดูไม่เข้าใจก็คิดไม่ออกสิ?”
“ถ้าอย่างนั้นนายจะทำยังไง?” ฟางเจิ้งถามกลับ
ลิงอึ้งไป
ฟางเจิ้งเห็นลิงทำหน้ามึนงง จึงหัวเราะเสียงดัง “เจ้าลิง การใฝ่รู้เป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ที่อาตมาพูดไปเมื่อกี้ไม่ได้ล้อเล่นนะ นายฟังไม่เข้าใจก็ดูให้มาก คิดให้มากเข้า ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็จดจำไว้ให้มาก วันหลังถ้าเจอเรื่องแบบเดียวกันนายจะได้รู้ว่าควรทำยังไง อีกอย่างอาตมาให้นายสวมจีวรนักบวช นายก็ต้องแสดงคุณลักษณะของนักบวชออกมาให้เห็น ว่างๆ ก็เกาตูดให้น้อยลงหน่อย มันไม่เหมาะสม”
“อ้อ ฉันเข้าใจแล้ว” เจ้าลิงอยากจะเกาก้นตามจิตใต้สำนึก แต่อดทนไว้ก่อนกลางคัน
ฟางเจิ้งพยักหน้าอย่างพอใจ “เอาเถอะ พักกันก่อน กินข้าวเย็นแล้วพรุ่งนี้ยังมีงานต้องทำ”
เจ้าลิงพยักหน้าอีก เลียนแบบท่าทางฟางเจิ้ง นั่งขัดสมาธิบนเตียง ทำท่าทางเหมือนกับนักบวชเฒ่าเข้าฌาน
หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันต่อมาฟ้าขมุกขมัว ข้างนอกเริ่มคึกคัก เหล่านักบวชตื่นนอนมาเริ่มจัดการอุโบสถ เมื่อประตูใหญ่เปิดออก ญาติโยมต่างเฮโลกันเข้ามา เพียงไม่นานควันธูปก็ลอยขึ้นฟ้า ดูครึกครื้นไม่ธรรมดา
ฟางเจิ้งเห็นแบบนั้นก็ชื่นชม เมื่อไรวัดเอกดรรชนีจะมีภาพแบบนี้ได้บ้าง เช่นนั