วินาทีที่จิ่งเหยียนกำลังจะถูกต่อยตีนั้น พวกคนหัวทองพลันหยุดชะงัก ก่อนถอยหลังไปช้าๆ คนหัวทองตัวเตี้ยชี้จิ่งเหยียน “ถะ…ถือว่าพวกแกชนะ! คอยฉันก่อนเถอะ ไม่จบกันแน่!”
ฝากคำพูดร้ายๆ ไว้แล้ว ก็พาลูกสมุนหมุนตัววิ่งหนีไป
จิ่งเหยียนเห็นเข้าจึงยิ้มร่า “ฉันก็คิดว่าจะแน่ ที่แท้ก็พวกดีแต่เปลือกนี่หว่า พวกขยะดีแต่ข่มคนอื่น ผู้ชายตั้งหลายคนดันกลัวผู้หญิงอย่างฉันคนเดียวเนี่ยนะ กากจริงๆ กากมาก!” ว่าจบจิ่งเหยียนก็ปรบมือ หันไปมองจะพูดบางอย่างกับฟางเจิ้ง ทว่าก็ต้องตะลึงค้าง!
เห็นเพียงว่าข้างหลังเป็นชาวบ้านกลุ่มใหญ่ มีชายหญิงคนแก่และเด็ก ในมือถือจอบ ตะบอง เคียวเกี่ยวข้าว ชามหม้อกระบวยต่างๆ พวกเด็กๆ ถือก้อนหินยืนอยู่ตรงนั้น เรียงหน้ากันหลายแถว ไม่พูดไม่จา ทว่าแววตาอธิบายทุกอย่างแล้ว นั่นคือปกป้องฟางเจิ้ง!
จิ่งเหยียนเห็นภาพนี้แล้วอึ้งไป ก่อนจะปวดใจ รู้สึกว่าในเบ้าตามีบางสิ่งจะไหลรินออกมา…นั่นคือความซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก!
“ไต้ซือท่านไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?” ผู้ชายที่ช่วยยกของตอนแรกสุดถาม
ฟางเจิ้งเงยหน้าขึ้นยิ้มบอก “ไม่เป็นไร หนูไม่เป็นไรนะ?” ฟางเจิ้งถามเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมอก
เด็กหญิงน้อยส่ายหน้า ตอบด้วยความซาบซึ้งใจ “ไม่เป็นไรค่ะ…”
“ไม่เป็นไรก็ดี” ฟางเจิ้งคลึงหัวเด็กหญิง ยืนขึ้นมองไปยังพวกคนหัวทองที่ขับรถหนีไปแล้ว คิ้วขมวดเล็กน้อย สิ่งที่คนพวกนี้ทำล้ำเส้นของศีลธรรม และก็ล้ำเส้นของฟางเจิ้ง!
ใช้จิตใจเมตตาขอ