เห็นฟางเจิ้งหันหน้ากลับก็ตะโกนบางอย่าง ได้ยินเบาๆ ว่าจะเลี้ยงเหล้า…
คนจากหลายหมู่บ้านกำลังยุ่ง ไฟบนถนนเชื่อมกันเป็นปึกแผ่น เปลวไฟนำพาความอบอุ่นและแสงสว่างมาให้กับคนในหมู่บ้านในหน้าหนาว ตอนนี้พวกผู้ใหญ่เสร็จงานกันแล้วจึงพากันวิ่งออกมา วางฟืนเป็นกองไฟใหญ่กลางสี่แยก ผิงไฟคุยกันอย่างออกรส จุดดอกไม้ไฟ บรรยากาศคึกคักของวันสิบห้าค่ำเดือนหนึ่งก็ผ่านไป…
วันที่สองฟางเจิ้งตื่นมาในวัดอันเงียบสงบ นึกถึงความครึกครื้นเมื่อคืนวาน นั่นราวกับความฝัน
เขาส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนไปล้างหน้า ทำความสะอาดอุโบสถ กินข้าว…เป็นอีกวันที่ฟ้าใส
ทว่าตอนนี้เองมีเสียงคุ้นเคยดังแว่วมาจากข้างนอก “ไต้ซืออยู่ไหม?”
ฟางเจิ้งเดินออกมาดู ยิ้มเล็กน้อย ประนมสองมือ “อมิตาพุทธ โยมมาอีกแล้วเหรอ? หรือว่าครั้งนี้มีพัสดุของอาตมา?”
ฟางเจิ้งกังวลเหมือนกัน ใครส่งพัสดุให้เขาอีก? หรือว่าจะเป็นพวกจ้าวต้าถง? น่าจะไม่ใช่…
ผู้มาคือหูทั่นคนส่งของบริษัทส่งเร็วตลอดทาง วัดเอกดรรชนีกันดารเกินไป จึงไม่มีใครยอมมาส่ง ทว่าหูทั่นรู้ถึงความเก่งกาจของฟางเจิ้ง เลยมาให้ไต้ซือเห็นหน่อย ไม่แน่อาจรอดพ้นจากภัยอีกก็ได้ ดังนั้นเลยประกาศไว้ว่าถ้าเป็นพัสดุส่งวัดเอกดรรชนีเขาจะรับไว้ทั้งหมดเอง
แต่รออยู่นาน ผ่านปีใหม่แล้วก็ยังไม่มีพัสดุส่ง วันนี้พลันได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง เลยรีบเอามาส่งทันที
ฟางเจิ้งรับจดหมายไปอ่านก็ตะลึงค้าง “วัดเมฆาขาว? วัดเมฆาขาวส่งให้อาตมา?”
“เอ่อ ใ