ทว่าเสียวหมี่ลี่ไม่เข้าใจ คิดว่ากระรอกน้อยมาเล่นกับเธอเลยหัวเราะจนปากปิดไม่ลง
ตอนนี้เองหมาป่าเดียวดายกลับมาด้วยความขี้เกียจ เสียวหมี่ลี่ตาเปล่งประกาย ชี้หมาป่าเดียวดายพลางถามฟางเจิ้ง “หัวโล้นใหญ่ นั่นหมาเหรอคะ?”
“อืม…คิดซะว่าเป็นบรรพบุรุษของหมาแล้วกัน เธออย่าดูแค่มันตัวใหญ่ จริงๆ มันอ่อนโยนนะ” ฟางเจิ้งหัวเราะให้เสียวหมี่ลี่
หมาป่าเดียวดายได้ยินดังนั้นจึงเชิดหน้าขึ้นสูง มองเมล็ดสนในมือเสียวหมี่ลี่กับกระรอกบนบ่า พลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี เมล็ดสนของเจ้าตัวหวงของอยู่ในมือเด็กน้อย จะต้องไม่ใช่เรื่องดี! ดังนั้นเจ้านี่จึงยกขาบิดก้นเตรียมจะหนีไป!
แต่ว่า…
ฟางเจิ้งลากมันกลับมา แล้ววางเสียวหมี่ลี่ลงบนหลังมัน ภายใต้การข่มขู่และหลอกล่อ ในที่สุดหมาป่าเดียวดายก็กลายเป็นเพื่อนเล่นตัวที่สองของเสียวหมี่ลี่อย่างขมขื่น พาเสียวหมี่ลี่ไปนอกวัด วิ่งเล่นไปทั่ว
มีหมาป่าเดียวดายกับกระรอกดูเสียวหมี่ลี่ ฟางเจิ้งเลยไม่กังวล เจ้าสองตัวนี้มีสติปัญญาสูงขึ้นเรื่อยๆ เขามักรู้สึกว่าพวกมันใกล้จะเปิดภูมิปัญญาได้แล้ว
ขณะเดียวกันมีเสียงสะอื้นไห้ดังแว่วมาจากในอุโบสถ!
ฟางเจิ้งมาถึงหน้าประตูอุโบสถ มองไปข้างในก็เห็นหลู่ซวงซวงคุกเข่าบนพื้น ร้องไห้หนักมาก
ฟางเจิ้งงงเล็กน้อย ในพุทธคัมภีร์ที่เขาเคยอ่านไม่ได้สอนว่าจะปลอบผู้หญิงร้องไห้ยังไง เข้าไป? หรือไม่เข้าไป?
ฟางเจิ้งลูบหัวโล้น ไม่มีความคิดอะไรเลย
“ติ๊ง! ต้องการความช่วยเหลือไหม