ีคนไม่พอใจเช่นกัน พั่งจื่อตะโกนเสียงดัง “หุบปากสิโว้ย!”
“สหายท่านนี้ นายทำอะไร?” เจียงซงอวิ๋นถามด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
พั่งจื่อแค่นยิ้ม “ทำอะไรล่ะ? เมื่อกี้ใครบอกนะว่าตอนประลองห้ามส่งเสียงดัง เดี๋ยวจะกระทบถึงผู้ประลอง! ทำไม? ที่พูดมาเมื่อกี้กลายเป็นลมตดแล้วรึไง?”
โหวจื่อพูดเสริมทันที “สำคัญคือลมตดจากปากดันสูบกลับไปได้ด้วย เก่งกาจจริงๆ! นับถือ!”
เจียงซงอวิ๋นหน้าแดงก่ำ เมื่อครู่เขาเพิ่งด่าไป ตอนนี้ถูกยอกย้อนกลับจึงเงียบปากทันใด ไม่รู้จะตอบโต้ยังไง
ตอนนี้เอง คนหน้าแบนพูดขึ้นว่า “ชิ! คุณโอวหยางเขียนอักษรนั่นคือศิลปะ แต่หลวงจีนนี่ใช้พู่กันไม่เป็นเลย ยังมาบอกว่าเขียนอักษรอีกรึไง? จะเงียบหรือไม่เงียบมีประโยชน์อะไรด้วย หรือว่าพวกนายคิดว่าเขาจะชนะได้?”
สิ้นเสียง พั่งจื่อกับโหวจื่อเหมือนแรงตก พวกเขาก็ไม่คิดว่าฟางเจิ้งจะมีโอกาสชนะเหมือนกัน
คนหน้าแบนเห็นดังนั้นก็ทะนงตน “ดังนั้นนะ ถ้าพวกนายไม่อยากขายหน้าก็ให้หลวงจีนนั่นรีบไปซะ ไม่เขียนก็ถือว่าไม่ขายหน้า…”
พั่งจื่อกับโหวจื่อไม่ยอม ทว่าอีกฝ่ายพูดเหมือนจะมีเหตุผล พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะโต้ตอบยังไง
จิ่งเหยียนกวาดสายตามองแวบหนึ่งแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ ยิ่งเธอไม่ชอบหลวงจีนนี่สักเท่าไรก็ยิ่งอดใจถามไม่ได้ “เณร ทุกคนต่างนับถืออักษรของคุณโอวหยางกันทั้งนั้น แถมเขายังฝีกมาหลายปี จะต้องเป็นปรมาจารย์ระดับประเทศแน่นอน นายจะประลองต่อไหม? ขอโทษที่พูดตรงๆ นะ นายไม่มีหว