ฟางเจิ้งมองสองคนนั้นแวบหนึ่งแล้วยิ้มตอบกลับ “พวกโยมกลัวเขาทำร้ายอีกรึ?”
สองคนนั้นยิ้มอย่างเก้อเขิน
ฟางเจิ้งพยักหน้า “เอาแบบนี้ คืนนี้อาตมาจะอยู่กับพวกโยมข้างนอก”
“เอ่อ…ไม่ได้เด็ดขาดเลยไต้ซือ ท่านสูงส่ง กลับไปพักเถอะ พวกเราอยู่กันเองได้ ยังไงพวกเราก็มีกันสี่คน” จ้าวต้าถงรีบค้าน
ฟางอวิ๋นจิ้งเสริม “ไต้ซือ ท่านกลับไปนอนเถอะ พวกเราไม่เป็นไร”
หม่าเจวียนก็เอาด้วย “ไต้ซือ ท่านอยู่ที่นี่ พวกเรารู้สึกเกรงใจน่ะ”
หูหานก็จะพูดเช่นกัน แต่ว่ามีเสียงหอนของหมาป่าดังแว่วมาจากในภูเขาไกลๆ ทำเอาเขาตกใจกลัวจนเปลี่ยนคำพูดไป “ฉันว่าให้ไต้ซืออยู่ก็ดีนะ…”
สามคนนั้นมองมาด้วยความโมโหทันที มองจนเขาก้มหน้าลงไม่กล้าออกเสียง
ฟางเจิ้งหัวเราะเบาๆ “เอาเถอะ อาตมาเป็นนักบวช ไม่ถือเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว พบกันถือว่ามีวาสนาต่อกัน เอาแบบนี้แหละ”
พวกจ้าวต้าถงก็หวังให้ฟางเจิ้งอยู่เหมือนกัน พวกเขากลัวหมาป่าจริงๆ มีฟางเจิ้งอยู่พวกเขาก็อุ่นใจ
สุดท้ายฟางเจิ้งอยู่ที่นี่ พวกเขาจึงถอนหายใจโล่งอก
ล้อมรอบกองไฟ ให้อาหารหมาป่า มองดาวเต็มฟ้า แสงดาวส่องลงมาทำให้หัวโล้นของฟางเจิ้งดูเด่นตาเป็นพิเศษ แต่กลับทำให้คนเหล่านี้จิตใจสงบ
เรื่องราวในครั้งนี้ทำให้คนเหล่านี้ปลงอนิจจังอยู่ภายใน การเดินป่าครั้งนี้ถือว่าไม่เสียเปล่า พวกเขาคุยกันอยู่พักหนึ่งก็เริ่มคุ้นชิน
จ้าวต้าถงถามขึ้นอย่างแปลกใจเล็กน้อย “ไต้ซือ ปกติมาถึงวัดแล้วต้องให้ความสำคัญเรื่องอะไ