้ฉันเริ่มสงสัยอีกแล้วว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” หม่าเจวียนยิ้มเฝื่อน
ฟางอวิ๋นจิ้งพูดต่อ “ไม่ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า ฉันว่าพวกเรากลับกันก่อนดีกว่า วัดเอกดรรชนีมันแปลกๆ ตอนขึ้นเขา ชาวบ้านบอกว่าที่นี่ร้างไปนานแล้วไม่ใช่เหรอ? พวกเธอดูสิ นี่มันร้างที่ไหนกัน? แล้วยังมีเจ้าอาวาสคนนี้อีก ไม่เห็นเหมือนหลวงจีนเลยสักนิด? ท่าทีก็ดูพิลึก…”
“พิลึกจริงๆ วัดนี้ก็แปลกด้วย ตอนเข้ามาให้ความรู้สึกจิตใจสงบ หลวงจีนนั่นก็ให้ความรู้สึกไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่พวกเธอเคยเห็นวัดไหนบ้างที่เป็นแบบนี้? จริงๆ นะ มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นผลจากธูปหลงใหลบางอย่าง…หรือไม่ก็ หลวงจีนนี่ก็เป็นปีศาจ” จ้าวต้าถงพูดเสริม
“นายพูดน้อยๆ คอยดูให้มากๆ ได้หรือเปล่า?” หูหานต่อว่า
“นายสั่งสอนฉันเรอะ? เอาเถอะ รีบไปกันดีกว่า” จ้าวต้าถงตอบ
หม่าเจวียนแทรกขึ้น “ไม่ตั้งแคมป์แล้วเหรอ?”
“เปลี่ยนที่ตั้งแคมป์เถอะ…” ฟางอวิ๋นจิ้งตอบ
หม่าเจวียนก็ไม่ได้คัดค้านอะไร พวกเขาออกจากวัดทันที เตรียมลงเขา แต่ก็เจอกับฟางเจิ้งที่เพิ่งกลับมาตรงปากทางลงเขา
“พวกโยมจะไปกันแล้วเหรอ?” ฟางเจิ้งไม่แปลกใจที่คนเหล่านี้จะลงเขาแม้แต่น้อย เพราะเขาเห็นอนาคตของจ้าวต้าถงก่อนแล้ว
พอเห็นสีหน้าฟางเจิ้งเหมือนรู้ทุกอย่าง พวกเขาก็รู้สึกขนลุกกว่าเดิม
จ้าวต้าถงหัวเราะเสียงดัง “ใช่ ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ต้องรีบลงเขา ฟางเจิ้ง พวกเราไม่รบกวนนายแล้วล่ะ”
ฟางเจิ้งพยักหน้า “ก็ดี พวกโยมค่อยๆ เดิน