แล้วจึงลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิ คนทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งจั้ง จอจี้เคลื่อนพลังไปพลาง พยายามเค้นสมองขบคิดไปพลาง อีกฝ่ายช่วยเขาเพราะต้องการทดสอบเขาหรือไม่ หากเขาร้องขอชีวิต อีกฝ่ายจะปล่อยเขาไปหรือไม่
แต่พอเขาคิดดูอีกครั้ง อีกฝ่ายหวังให้เขาได้ลงมืออย่างเต็มกำลัง หากเขายอมจำนนเสียแล้ว มิใช่ว่าจะถูกดูแคลนเอาหรอกหรือ ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือ อีกฝ่ายต้องการสังหารเขาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เช่นใด เขาก็สามารถลงมือได้อย่างเต็มกำลังทั้งสิ้น ‘บัดซบจริง เขาอยู่ในระดับขั้นใดกันแน่’ จอจี้คิดในใจด้วยความสิ้นหวัง ลำแสงจ้าจากบนฟากฟ้าก่อนหน้านั้นทำให้เขาขวัญผวา
ม่านราตรีมาเยือน ดวงจันทร์รอนตะวันโผล่ เวลาสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เจียงฉางเซิงยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าจอจี้ กำลังภายในของจอจี้ฟื้นคืนมามากกว่าครึ่งแล้ว แต่เขายังไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ ช่วงตอนเย็น มีเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอกลานเรือน เป็นเจียงเชอนั่นเอง
“มรรคาจารย์…” เจียงเชอสาวเท้าเร็วๆ เข้ามา กำลังจะเอ่ยปากก็ปรายตาไปเห็นว่าจอจี้นั่งอยู่ที่นี่ด้วย เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นมองเจียงเชอ ในเวลานั้นเอง! จู่ๆ จอจี้ก็ซัดฝ่ามือเข้าใส่ทรวงอกของเจียงฉางเซิง ลมปราณน่าพรั่นพรึงสั่นสะเทือนจนชุดคลุมนักพรตของเจียงฉางเซิงโบกสะบัดรุนแรง เจียงเชอตื่นตกใจ พวกไปฉีทั้งสามตนก็รีบกระโดดขึ้นมาดูด้วย
จอจี้กัดฟันกล่าวว่า “มรรคาจารย์ ฝ่ามือนี้ของข้า เจ้า