้อยล้วนทำได้เพียงแค่ผนึกห้วงมิติขนาดเท่ากำปั้นเท่านั้น เมื่อเทียบกันแล้วอาจารย์พ่อผู้นี้ของตนย่อมร้ายกาจกว่ามากมายเลยทีเดียว!
เมื่อเห็นท่าทีคิดใคร่ครวญของซือหม่าโยวเย่ว์ เฟิงจือสิงก็มองอย่างตกตะลึงไปชั่วครู่ คล้ายกับได้เห็นเงาร่างของคนผู้นั้นในตอนนั้นอีกครั้ง
ตอนที่ซือหม่าโยวเย่ว์ได้สติกลับคืนมาก็เห็นเฟิงจือสิงจ้องมองตนเขม็ง คล้ายกับว่ากำลังมองตน และคล้ายกับว่ามองเห็นสถานที่อื่นผ่านทางตน แววตานั้นมีความเลือนราง มีความทรงจำ ทั้งยังมีความเจ็บปวดใจแฝงอยู่ด้วย
“อาจารย์พ่อ” เธออดที่จะส่งเสียงขัดความคิดของเขามิได้
“แค่กๆ ถ้าหากเจ้าไม่มีเรื่องอันใดแล้วก็กลับไปก่อนเถิด” เฟิงจือสิงแสร้งทำเป็นกระแอมสองครั้งเพื่อกลบเกลื่อนพฤติกรรมของตน แล้วพูดพลางโบกไม้โบกมือไปทางซือหม่าโยวเย่ว์
“เช่นนั้นข้าขอลา” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดจบแล้วก็จากไป เดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดลงแล้วหันกลับมามองเฟิงจือสิงปราดหนึ่ง ขณะนี้เขาได้ตกลงไปในภวังค์แห่งความทรงจำบางอย่างอีกครั้งแล้ว
ซือหม่าโยวเย่ว์ออกมาจากห้องทำงานแล้วเดินไปในสวนของวิทยาลัยคนเดียว ในใจมีความสงสัยพรั่งพรูขึ้นมาไม่น้อย
ตอนนั้นซือหม่าเลี่ยเคยพูดเรื่องที่เธอมีป้ายชีวิตออกมาโดยไม่เจตนา ทั้งยังพูดว่าตอนที่สร้างป้ายชีวิตให้กับเธอนั้น เฟิงจือสิงก็อยู่ที่นั่นด้วย
คนปกติทั่วไปย่อมไม่มีทางทำของอย่างป้ายชีวิตออกมาได้อยู่แล้ว แม้กระทั่งซือหม่าเลี่ยก็ยังไม่ทำให้กับพวกซือหม่าโย