นตรายอย่างยิ่งอยู่ดีนะ” เจ้าอ้วนชวีพูด
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นใช่หรือไม่” เว่ยจือฉีถาม
“เมื่อครู่เจ้าคำรามน้อยส่งสารบอกข้า ดูคล้ายว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยากบางอย่างขึ้นกับมันเสียแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างกระวนกระวาย
ถึงแม้ว่าเจ้าคำรามน้อยจะพูดอยู่ตลอดว่าตนเป็นสัตว์อสูรเทพโบราณ แต่มันในตอนนี้ก็มิได้มีพลังการต่อสู้แต่อย่างใดเลย ถ้าหากเกิดความขัดแย้งกับผู้อื่นซึ่งๆ หน้า แพ้ชนะก็คงยากจะล่วงรู้ได้
นอกจากนี้หากมิใช่เพราะมันประสบอันตรายอะไร คงจะไม่มีทางเรียกหาตนอย่างกระวนกระวายถึงเพียงนั้น เมื่อคิดได้เช่นนี้จิตใจของเธอก็ยิ่งร้อนรนราวกับไฟ แล้วอดที่จะพุ่งตัวออกไปในทันทีมิได้
“พวกเราจะไปกับเจ้าด้วย!” เป่ยกงถังพูด
ซือหม่าโยวเย่ว์มองทุกคนปราดหนึ่ง เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ตนไปคนเดียวอย่างแน่นอนจึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ย่ากวง เจ้าพาพวกเราไปหาเจ้าคำรามน้อยที”
ในขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยว่าย่ากวงเป็นใครอยู่นั้นเอง เสือกรงเล็บเหล็กองอาจสง่างามตนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา
“เจ้านาย รีบขึ้นมาเร็วเข้า” ย่ากวงเองก็รู้สึกได้ว่าเจ้าคำรามน้อยตกอยู่ในอันตรายจึงออกมาแล้วแปลงกายเป็นร่างหลักพลางเอ่ยขึ้น
“พูด… พูดได้ด้วย เป็นสัตว์อสูรทิพย์อีกตัวอย่างนั้นหรือ” เมื่อเห็นย่ากวงจึงมองไปที่ซือหม่าโยวเย่ว์อีกครั้ง ทุกคนต่างตกอกตกใจกันไม่น้อย คิดไม่ถึงว่านอกจากเจ้าคำรามน้อยแล้วจะยังมีสัตว์อสูรทิพย์อีกตนหนึ่ง