าโยวเย่ว์ มองดูผู้คนที่เดินผ่านมาแล้วพูดขึ้น
ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูผู้คนที่เดินผ่านไปด้วยท่าทียโสโอหังเหล่านั้นแล้วมิได้เกิดความประทับใจอันดีแต่อย่างใดเลย
“แต่จะว่าไปแล้วจือฉีก็เป็นคนตระกูลใหญ่ เหตุใดจึงไม่หยิ่งยโสเทียมฟ้าเหมือนคนพวกนี้เลยเล่า” เจ้าอ้วนชวีพูดอย่างสงสัย
“เจ้าเองก็เหมือนกันมิใช่หรือ” เว่ยจือฉีพูดยิ้มๆ
“ตระกูลของข้าจะไปเปรียบกับตระกูลเว่ยของเจ้าได้อย่างไรกัน” เจ้าอ้วนชวีส่ายหน้า “นี่ จะว่าไปแล้วพวกเรายังไม่รู้จักตระกูลโอวหยางกับตระกูลเป่ยกงเลยนี่นา”
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น” เว่ยจือฉีพยักหน้า
ตอนแรกที่รู้จักกัน โอวหยางเฟยและเป่ยกงถังต่างมิได้พูดถึงเรื่องของตัวเองเลย แต่ในเวลานั้นยังไม่สนิทสนมคุ้นเคยกัน พวกเขาจึงมิได้ไถ่ถามรายละเอียดซอกแซก ต่อมาเมื่อทุกคนสนิทสนมกันแล้วก็ลืมถามไปเสียสนิท
โอวหยางเฟยยักไหล่พูดว่า “ข้าเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีญาติใกล้ชิดหรอก”
เขาพูดอย่างผ่อนคลายยิ่ง แต่ซือหม่าโยวเย่ว์กลับรู้สึกได้ถึงความชิงชังสายหนึ่งในน้ำเสียงของเขา
“ข้ามีเพียงแค่ท่านแม่กับน้องชายคนหนึ่งเท่านั้น แต่พวกเขาอยู่ ณ สถานที่อันไกลแสนไกล” เป่ยกงถังพูดด้วยแววตาพร่าเลือน จ้องมองท้องฟ้า บนร่างแผ่รังสีแห่งความเจ็บปวดและความคับข้องใจออกมา
ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูคนทั้งสองแล้วหรี่ตาลง ดูท่าทางคนทั้งคู่จะต้องมีเรื่องที่มิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ซ่อนเร้นอยู่อย่างแน่นอน!
เว่ยจือฉีตบบ่าโอวหยางเฟยพลางเอ่ยว่