อย่างไรบ้าง!” เซี่ยผิงไหวรีบก้าวเข้าไปทันที สีหน้าของเขามีความกังวลมาก แต่กลับไม่ได้ดูหุนหันพลันแล่นเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
ตอนต้นปีเซี่ยผิงไหวเข้าสอบถงเซิงและผ่านมาได้แล้ว
เพราะมันเป็นแค่การสอบถงเซิง และชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ เช่นนั้นไม่มีค่าอะไรในเมืองหลวงแห่งนี้ พวกเขาจึงไม่ได้เผยแพร่เรื่องนี้ออกไป
ที่สำคัญกว่านั้น เนื่องจากพวกเขากลัวว่าเซี่ยผิงไหวจะหยิ่งผยองเกินไป หลังจากที่รู้ผลการสอบแล้ว พวกเขาทั้งครอบครัวจึงแค่กินข้าวด้วยกันมื้อหนึ่งเพื่อให้กำลังใจเขาโดยไม่ได้จัดงานเฉลิมฉลองอะไรให้มันใหญ่โตเกินไป
“เกิดอะไรขึ้น” เซี่ยเฉียวดูงุนงง “สุขภาพร่างกายของข้าก็ดีนี่ โดยเฉพาะช่วงนี้ ข้ามีพลังเต็มเปี่ยมทีเดียว”
นางพูดจริง นางได้ตัดสินใจแล้วว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปนางจะทำพิธีติดต่อกันเก้าวัน นางต้องประหยัดพลังงานเพื่อใช้ในภายหลัง จ้าวเสวียนจิ่งเป็นคนไปคัดลอกพระคัมภีร์ ที่สวนวรรณศิลป์เต็มไปด้วยพลังบุ๋น จึงได้ผลดียิ่งขึ้น นางอยู่ที่บ้านเพื่อวาดยันต์เตรียมไว้และมีอาจารย์คอยช่วยเหลือนางด้วย”
“ท่านไม่ต้องโกหกพวกเราหรอก ข้างนอกเขาพูดกันมากมาย ว่าท่านลมหายใจรวยริน มีแต่ลมหายใจเข้า แต่ไม่มีลมหายใจออกแล้ว” เซี่ยผิงไหวมีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวล “พี่หญิงใหญ่ ท่านเหลวไหลเกินไปแล้ว ร่างกายท่านเป็นหนักถึงขนาดนี้ก็ต้องนอนดีๆ สิ ทำไมต้องลุกขึ้นมาเพื่อพบพวกเราด้วย”
โอ๊ะ..
เซี่ยเฉียวอดเลิกคิ้วไม่ได้
พูดรู้เรื่องเป