ดิมอีกต่อไป
เขาคลานไปรอบหนึ่ง และในขณะที่เขากำลังจะคลานต่อไป หวังตั๋วก็ขวางทางเขา “คุณชายเมิ่ง เจ้ารู้สำนึกแล้วจริงๆ หรือ”
“ไม่รู้สิ” เมิ่งจี๋ฟังพูดตามตรง
เขาทำอะไรผิดหรือ ก็ไม่ผิดนี่? ที่บ้านเขามีเงินมีความสามารถ เขาเกิดมาก็สูงส่งอยู่แล้ว หวังตั๋วผู้นี้ก็แค่จวี๋จื่อคนหนึ่ง ฐานะทางบ้านก็สู้เขาไม่ได้ หวังตั๋วถูกเขากลั่นแกล้งรังแกเป็นปัญหาตรงไหน
“อ้า…ไม่สำนึก แล้วเจ้าทำแบบนี้ทำไม” หวังตั๋วรู้สึกว่ามันน่าขบขัน
“เจ้าอยากฟังความจริงหรือ” เมิ่งจี๋ฟังเองก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง “ปรมาจารย์ทำนายดวงชะตาให้ข้า และบอกว่าข้าจะอยู่ไม่ถึงสามสิบปี หากอยากจะมีอายุยืนก็ต้องเป็นนักพรต ปรมาจารย์บอกว่า ถ้าหากจะให้นางรับข้าเป็นศิษย์ก็ต้องให้ข้าไปชดใช้หนี้พวกเจ้าก่อน”
พอได้ยินเช่นนั้นหวังตั๋วก็เข้าใจ
คนอื่นๆ ก็เข้าใจเช่นกัน
หวังตั๋วรู้สึกโกรธในตอนแรก โกรธที่เขาก้มหัวแต่ไม่ยอมสำนึกผิดอย่างจริงใจ มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดคับข้องใจและยิ่งเสียใจมากขึ้น
แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความเศร้าก็หายไปทันที
“คุณชายเมิ่งเป็นนักพรตแล้วจะทำอะไรหรือ ข้าได้ยินมาว่าปรมาจารย์โม่มักจะทำบุญกุศลอยู่เสมอ นางใจดีมีเมตตามาก เจ้าติดตามปรมาจารย์โม่แล้วก็ต้องทำอย่างนั้นเหมือนกันหรือ”
มันดูไม่ค่อยเป็นเขาเลย
“ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าหากกราบอาจารย์แล้ว อาจารย์บอกอะไร ข้าก็ต้องทำตามนั้นกระมัง น่ารำคาญอยู่นะ” เมิ่งจี๋ฟังถอนหายใจ
“เจ้าเป็นคุณชายผู้ร่ำร