นั้นก็เป็นเวลาเย็นย่ำค่ำแล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถคอยเฝ้าเขาได้ครั้งหนึ่ง หากพวกเขาทำไม่สำเร็จก็จะต้องมีครั้งที่สองอีกแน่ และต่อไปหากเซี่ยเฉียวกับเมิ่งจี๋ฟังมาที่นี่กันตามลำพังก็จะเป็นอันตรายกับพวกเขา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะอยู่ที่เดิม
เซี่ยผิงกั่งและโจวเว่ยจงมีวรยุทธ์พอตัว พวกเขาเองก็ไม่กล้าอยู่ห่างจากรัชทายาทมากเกินไป และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่วี่แววว่าจะพ่ายแพ้
เซียวอวี้หรง ซังโหยว และแม้แต่เจียงจิ้นลู่ก็ไม่ได้ทำตัวนิ่งเฉยในเวลานี้
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นบัณฑิต แต่ก็พอจะมีทักษะวิชากระบี่กันอยู่บ้าง ซึ่งก็เป็นการเรียนรู้ไว้เพื่อป้องกันตัวเองในยามที่พวกเขาต้องเดินทางพเนจร
บนรถม้ามีกระบี่ประจำตัวของพวกเขาซึ่งต่างก็ถูกดึงออกมากันหมดแล้วในเวลานี้ แต่ละคนมีความสามารถด้านนี้ไม่มาก ดังนั้นการพุ่งเข้าไปจึงรังแต่จะเป็นการรนหาที่ตาย พวกเขาจึงรู้จักที่จะอยู่นิ่งๆ และคอยอยู่ใกล้ๆ รถม้าของเซี่ยเฉียวเพื่อให้การปกป้องศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาอย่างแน่นหนา!
ชายชุดดำเหล่านี้รู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะปล่อยให้การต่อสู้ยืดเยื้อต่อไปได้ จึงได้พุ่งเข้าไปจู่โจมจ้าวเสวียนจิ่งอย่างสู้ตาย
เมื่อเซี่ยเฉียวเห็นว่าหลายคนกำลังล้อมจ้าวเสวียนจิ่งคนเดียว นางก็เล็งและยิงหน้าไม้ออกไปทันที!
เสียงฉึกดังขึ้นดูเหมือนลูกดอกหน้าไม้จะเจาะทะลุเข้าไปในเนื้อหนัง
ศิษย์น้องทั้งสามที่อยู่ตรงตำแหน่งหน้าต่างต่างก็มองมาที่นางเป็นตาเดียวในเว