่งด้วย”
วิญญาณที่มีชีวิตจ้องต่างหูนั้นไม่วางตา และเมื่อนางเห็นว่าเซี่ยเฉียวหยิบมันขึ้นมา นางก็ดูประหม่ามาก
เซี่ยเฉียวครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยกับวิญญาณที่มีชีวิตว่า “เจ้ากลัวว่าจะมีคนพบศพของเป้าอี้ และตอนที่ทางการสืบสวนก็จะพบต่างหูของเจ้า แล้วสืบมาจนเจอตัวเจ้าอย่างนั้นหรือ”
จ้าวจยาหลิงอึ้งไป
นางยังคงสับสนเล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรจิตวิญญาณของนางก็ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นนางจึงมีความยึดติดอยู่บ้าง แต่กลับไม่มีสติรับรู้มากนัก
นอกจากความหวาดกลัวแล้ว เมื่อจ้าวจยาหลิงได้ยินคำพูดพวกนี้ของเซี่ยเฉียวในเวลานี้ นางก็รู้สึกประหม่ามากจนพูดอะไรไม่ออกด้วยซ้ำ
เซี่ยเฉียวคาดว่า ระหว่างทางท่านหญิงผู้นี้พบว่าต่างหูของนางหายไป นางจึงตกใจกลัวจนวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง นางไม่กล้ากลับไปเก็บมัน แต่ก็หยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้ วิญญาณที่หลุดลอยไประหว่างทางนี้ก็เลยลอยไปที่ ‘ที่เกิดเหตุของคดี’ ด้วยตัวเอง นางนึกไม่ถึงว่าเป้าอี้ยังไม่ตาย แต่วิญญาณของนางก็ไม่สามารถกลับไปได้แล้ว
และเพราะความยึดติดในต่างหูนี้ วิญญาณที่มีชีวิตนี้จึงไม่สามารถจากไปได้
เซี่ยเฉียวเองก็รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดคุยกับนางในตอนนี้
นางจุดธูปหล่อเลี้ยงวิญญาณแล้วเก็บวิญญาณนางมา
วิญญาณที่มีชีวิตนี้เร่ร่อนอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน จะอ่อนแอมากและดูเหมือนว่าสามารถหายไปได้ทุกเมื่อ
นางสันนิษฐานว่าเมื่อจิตวิญญาณที่มีชีวิตของจ้าวจยาหลิงกลับคืนสู่ร่างของนาง คนค