การเขา แล้วสั่งยาเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
ค่อยๆ บำรุงไปเช่นนั้นจนอาการของซังโหยวดีขึ้นตามลำดับ
เจ็ดวันผ่านไปเขาก็ฟื้นขึ้นมาอีก คราวนี้เขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน
ซังโหยวผู้นี้นอนอยู่บนเตียงมาตลอดหลายเดือน กินดื่มได้น้อยจนตอนนี้ร่างกายของเขาผ่ายผอมลงไปมาก
ทันทีที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาก็ถามถึงวันเวลาก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อเขาได้รู้ว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหน เขาก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ศิษย์น้องเจียง ช่วยหยิบกระจกให้ข้าหน่อย” น้ำเสียงซังโหยวแหบแห้ง เขาอดจะขมวดคิ้วไม่ได้เมื่อได้ยินเสียงของตนเอง
หลายวันมานี้เจียงจิ้นลู่อยู่ด้วยความหวาดผวา
หลังจากที่เขาเป็นลมไปในวันนั้น เขาได้สติขึ้นมาก็รีบไปขอขมาศิษย์พี่ใหญ่ทันที แต่ศิษย์พี่ใหญ่ปิดประตูและไม่ยอมพบเขา วันแล้ววันเล่าผ่านไป มันทำให้เขารู้สึกทรมานมาก
วันนี้เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่สามเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
เขารีบไปหยิบกระจกมาส่งให้ทันที
เขามองศิษย์พี่ของเขาด้วยความเคารพ
ซังโหยวรับมันมาด้วยมืออันสั่นเทา จากนั้นเขาก็มองเงาสะท้องของตนเองในกระจก รูม่านตาของเขาหดเล็กลงด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา “ข้า… ข้ากลายเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร…”
ใบหน้าของเขามีแต่หนังหุ้มกระดูก ดวงตาทั้งคู่ของไร้แวว ผิวขาวซีดออกเหลือง โดยสรุปคือดูเหมือนคนป่วยหนักปางตาย!
รูปลักษณ์เช่นนี้…
อัปลักษณ์เหลือทน
“ศิษย์พี่ซัง นี่ก็ไม่แย่แล้ว นายท่านผู้เฒ่าเหมิงนั่นใช้