ียเนื้ออะไรนี่
เพียงแต่นางเรียนอะไรแบบนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคนอื่นชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์ แต่เซี่ยซียังไม่นับว่าอายุมาก ปกติหากนางไม่ร้องเพลงในชั้นเรียนเพลงสวด นางก็ร้องในบ้าน คนนอกไม่รู้เรื่องก็ยังดี
เซี่ยเฉียวเองก็ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าน้องสาวของนางจะร้องเพลงเป็นอย่างไร
“เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ใช่เพลงพื้นบ้าน แต่…เป็นเพลงแบบในหอพวกนั้น?” เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อยและให้ความสนใจ
“พี่หญิงใหญ่ ใช่ว่าข้าไม่เคยไปหอโคมเขียวเสียหน่อย ข้ารู้นะว่าผู้หญิงที่นั่นเป็นแบบไหน มันเป็นแบบนั้น…” เซี่ยผิงไหวพูดจบก็ยื่นมือออกมาวาดท่าทางมีเสน่ห์ จากนั้นก็แอ่นก้น ใช้มือข้างหนึ่งปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วเลิกคิ้วอย่างเขินอาย “เพลงที่ร้องก็เป็นพวกผู้ชายเอย น้องเอย คิดถึงเอย…นี่ยังไม่ใช่เพลงในหอโคมเขียวอีกหรือ”
“…” เซี่ยเฉียวถึงกับอึ้งงันไป “เพลงที่สอนในวิชาเพลงสวดไม่น่าจะใช่เพลงพวกนี้นี่?”
นางรู้ว่าที่วิชาเพลงสวดนั้นสามารถทำการสอนได้ในสำนักศึกษาหลวงก็ได้เพราะเพลงที่ร้องนั้นมีความสง่างาม
ไม่ต้องพูดถึงเพลงพุทธ คำร้องของเพลงอื่นๆ ต่างก็ประกอบด้วยคำกลอนบทกวี ท่วงทำนองส่วนใหญ่ไพเราะและสง่างาม ฟังดูสง่าและสงบ เพลงส่วนใหญ่มีเนื้อหาทำนองความงดงามของฤดูใบไม้ผลิ ทิวทัศน์หมู่บ้านยามหิมะพร่างพราย
เนื้อเพลงเหล่านั้นล้วนแต่บรรยายความสงบสุขของผู้คน แต่ไม่มีความรักใคร่หลงใหลอะไรพวกนั้น
“ไป” จู่ๆ เซี่ยเฉียวก็ออก