นใดนั้นเขาก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที ก่อนจะหันไปดุต่งซีอวิ๋นอย่างเย็นชา “ถอยไปไกลๆ หน่อย! โจวเว่ยจง! โยนนางออกไปให้ อย่าให้อยู่ใกล้เกินสิบก้าว!”
ทันทีที่โจวเว่ยจงได้ยินน้ำเสียงของรัชทายาท เขาก็รู้ว่าเป็นสถานการณ์เร่งด่วน
โจวเว่ยจงลงมือทันทีโดยไม่ไว้หน้า
เขาฉุดกระชากลากดึงนางโยนออกไปจนต่งซีอวิ๋นล้มลงไปไม่เบา ส่วนใต้เท้าต่งก็รีบตามออกไปและสั่งให้คนพยุงลูกสาวของตนขึ้นมา จากนั้นก็รู้สึกกรุ่นโกรธอยู่ในใจแต่ไม่กล้าพูดออกไป
“เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง เจ้าโกรธหรือว่าถูกรมควัน?” จ้าวเสวียนจิ่งเองก็กังวลเล็กน้อยเช่นกัน
สุขภาพร่างกายของเซี่ยเฉียวดีขึ้นมากแล้ว จู่ๆ นางอ่อนแอลงอย่างกะทันหันเช่นนี้เป็นเพราะต่งซีอวิ๋น!
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากที่ความรู้สึกอึดอัดในใจไม่สบายผ่านพ้นไปแล้ว นางก็เอ่ยขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ “มันเป็น…กลิ่นอายรอบตัวนางที่ทำให้ข้าอึดอัด”
เนื่องจากที่ตรงนั้นยังมีคนอื่นๆ จากศาลตัดสินคดีอยู่ด้วย เซี่ยเฉียวจึงไม่อาจพูดออกมาตรงๆ ได้ว่าเป็นวิญญาณ
ทว่าจ้าวเสวียนจิ่งและเซี่ยผิงกั่งต่างก็เข้าใจนาง
“เป็น…คนนั้นหรือ” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยถามอย่างมีความหมาย
เซี่ยเฉียวพยักหน้า
เซี่ยผิงกั่งมองไปยังศพที่นอนอยู่บนเตียง เขาเองก็นึกไม่ออกว่า หากเด็กสาวที่น่ารักบอบบางเช่นนี้กลายเป็นวิญญาณจะเป็นอย่างไร
“เจ้าก็ขี้ขลาดเกินไป” เซี่ยผิงกั่งดูเหมือนจะรำคาญ แต่เขาก็รู้สึกจนใจอยู่บ้า