รก็ตามเซี่ยหนิวซานไม่รู้สึกอิจฉาแต่อย่างใด เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่ากุนซือของเขาเก่งกาจขนาดไหน
ตอนที่ราชครูพลัดหลงเข้ามาอาศัยอยู่ในค่าย หัวหน้าค่ายเผิงได้ตั้งชื่อใหม่ให้เขาว่าเผิงเทียนมิ่ง!
และยังชมเชยว่าเขาคำนวณดวงชะตาได้แม่นยำมากอีกด้วย
ตอนนี้ราชครูรับหน้าที่หลักในการดูแลเกี่ยวกับฮวงจุ้ยป้ายวิญญาณต่างๆ ปกติเขาก็จะเฝ้าดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้า และถูกฮ่องเต้เรียกตัวไปเข้าเฝ้าเพื่อถามอะไรบ้างเป็นบางครั้ง ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย
เขานับเป็นขุนนางที่เงียบที่สุดในบรรดาขุนนางทั้งหมดในเมืองหลวงนี้แล้ว
แต่ก็ไม่มีใครกล้าดูถูกเขา
ราชครูผู้นี้มีท่าทางเหมือนเทพเซียนผู้วิเศษ และเขาก็อายุไม่น้อยแล้วด้วย
ณ ขณะนั้นท่าทางของเขาเรียบเฉย เขาเหลือบมองอักษรทั้งแปดและนับนิ้วคำนวณบางอย่าง แล้วจึงเอ่ยขึ้น “ตอนที่แม่นางเซี่ยผู้นี้เกิดกระหม่อมก็อยู่ด้วย ดวงชะตาของนางเป็นดวงพิฆาตจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงมีสีหน้าเคร่งขรึมทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น
“นางมีดวงพิฆาต หากนางอยู่ใกล้กับคนที่มีสายเลือดเดียวกันมากเกินไป พวกเขาก็จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ดังนั้นนางจึงได้ถูกส่งไปให้ผู้อื่นเลี้ยงดู” ราชครูไม่ได้โกหกอะไรทั้งนั้น
“แล้ว…ราชครู ดวงนางจะพิฆาตรัชทายาทหรือไม่” ฮ่องเต้ถามอย่างรวดเร็ว
“รัชทายาทไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับนาง ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ” ราชครูไม่ได้พูดอะไรมาก
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฮ่องเต้ก็ทรงถอนพระทัยด้ว