อนเพื่อนจึงมีมากขึ้น
“คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง” ขุนนางคนหนึ่งพูด
“ท่านหมายถึงเซี่ยเฉียวหรือ” หนุ่มน้อยคนหนึ่งหน้าแดงเล็กน้อย “แม่นางเซี่ยหน้าตางดงามมาก งามราวกับนางฟ้าลงมาจุติ”
“เทียบกับแม่นางตระกูลชูผู้นั้นเล่า”
“ไม่ได้ด้อยกว่า”
“เจ้าบอกว่าแม่นางเซี่ยรำกระบี่ได้ด้วย?” ขุนนางอีกคนหนึ่งพูด
“นางร่ายรำได้อย่างเดียวที่ไหนกันเล่า ผู้น้อยเห็นกับตาตัวเองมาแล้วว่านางร่ายรำได้ราวกับนางเซียนล่องลอยเลยทีเดียว แม้จะไม่ได้นุ่มนวลนัก แต่มีความกล้าหาญดุดันและเด็ดขาด นางก็เลยได้ประทานหยกขาวจากรัชทายาท!”
“ไม่เพียงแต่นางจะรำกระบี่ได้เท่านั้น ยังต้องบอกว่านางรำได้อย่างเชี่ยวชาญและเป็นที่น่าจดจำมาก ทั้งยังสอบได้ที่หนึ่งในแปดวิชา ต่งซีอวิ๋นนั่นอย่างมากก็ได้แค่ที่สามหรือที่สี่เท่านั้น อะไรที่แม่นางต่งทำได้แม่นางเซี่ยก็ทำได้หมด เหนือกว่านางไปทุกเรื่อง!”
“…” ขุนนางใหญ่ที่มาสืบเรื่องราวตกตะลึงไปทันใด
ที่สำนักศึกษาหลวง แม้จะเป็นการสอบของฝั่งศิษย์หญิงก็ไม่ได้ง่ายเลย
นางสอบได้ที่หนึ่งแปดวิชา เห็นได้ชัดเลยว่าคนผู้นี้จะต้องมีความสามารถอย่างแน่นอน
ดังนั้นแม่นางคนนี้เป็นหญิงอัศจรรย์ที่สามารถอยู่เหนือหญิงที่มีความสามารถอันดับหนึ่งและสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงได้?
“ช่างน่าเสียดาย…” ผู้น้อยคนนั้นน้ำเสียงเปลี่ยนไป
ขุนนางคนหนึ่งรู้สึกบีบหัวใจ “เจ้าเสียดายอะไร”
“น่าเสียดายที่แม่นางเซี่ยได้ชื่อว่า