ร่เขาเช่นนี้ แต่ก็อาจจะไม่ต้องถูกทารุณกรรมและมีชีวิตที่มั่นคงได้
เซี่ยเฉียวพ่นลมหายใจออกมา ยังรู้สึกวิงเวียนจะเป็นลม
ปังๆ
ผ่านไปครึ่งชั่วยามหยวนฉังจื่อก็รอไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงเคาะประตู
เขามีความอดทนสูงมาก และหลังจากยืนนานขนาดนี้ก็ยังไม่เหนื่อยเลย
เซี่ยเฉียวเปิดประตูให้เขา
หยวนฉังจื่อยิ้มอย่างเขินอาย “ข้าโชคดีที่ได้เห็นความสามารถของนักพรตโม่เมื่อสักครู่จึงได้มาที่นี่เพื่อขอคำชี้แนะ…”
“อ้อ” เซี่ยเฉียวพยักหน้า “นั่งสิ”
สีหน้าเซี่ยเฉียวราบเรียบ
หยวนฉังจื่อเห็นนางอารมณ์ไม่ดี สีหน้าก็แข็งทื่อเล็กน้อยไม่รู้เพราะสาเหตุใด แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนเองเดาเอาไว้ก่อนหน้านี้ก็อดเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้ “ไม่ทราบว่าท่านรู้จักโม่หลิงจือหรือไม่”
“เขาเป็นอา…” เซี่ยเฉียวชะงักไปเล็กน้อย “ศิษย์พี่ของข้า”
ใช่แล้ว นางเป็นอาจารย์อาของตัวนางเอง
ไม่ผิด ความสัมพันธ์นี้จะยุ่งเหยิงไม่ได้
“แต่ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยได้ยินว่าโม่หลิงจือมีศิษย์น้อง…” หยวนฉังจื่องุนงงเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยพบโม่หลิงจือ ที่วัดสุ่ยเย่ว์มีแค่เขาเป็นผู้สืบทอดคนเดียวเท่านั้น อาจารย์ของเขาก็จากไปนานแล้ว ท่าน…”
โผล่มาจากไหนเนี่ย
“ศิษย์น้องที่พลัดพรากจากไปนานหลายปี” สีหน้าเซี่ยเฉียวจริงจัง “หลายปีก่อน…แค่กๆ ปรมาจารย์ท่านหนึ่งตกหน้าผา ได้ท่านย่าของข้าช่วยชีวิตไว้ เพื่อตอบแทนท่านย่าของข้า…แค่ก จึงได้ให้ข้ากราบเขาเป็นอาจารย์ หลังจากที่ปรมาจารย์