ามืดลงเซี่ยผิงกั่งก็พาเซี่ยเฉียวจากไป
โครงกระดูกเหล่านั้นถูกส่งไปที่ศาลตัดสินคดีเพื่อรอการระบุตัวตนและจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป
ตอนนี้คดีก็เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้ว ที่เหลือคือการจัดการลงโทษตระกูลโจวซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับเซี่ยผิงกั่ง
ทันทีที่เซี่ยผิงกั่งกลับมาถึงบ้านเขาก็หยิบกระบองไม้ออกมาและยืนหัวเราะหึๆ อยู่ข้างๆ เซี่ยเฉียว
เมื่อถึงห้องรับแขกเซี่ยผิงกั่งก็เอ่ยขึ้นอย่างดุดัน “บอกมาตามจริง! หากข้าใช้วิธีเดียวกับที่ใช้กับนักโทษล่ะก็ เจ้ารักษาชีวิตน้อยๆ ของเจ้าไว้ไม่ได้เป็นแน่!”
เซี่ยเฉียวกลอกตาใส่เขาและยื่นมือออกมา “พี่ใหญ่ ท่านดุขนาดนี้ ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว!”
“…” เซี่ยผิงกั่งรู้สึกอึดอัดไปทั้งร่าง
เด็กคนนี้จะไม่ยอมเลียนแบบเซี่ยผิงไหว? ดื้อดึงสักหน่อย?
ขี้ขลาดขนาดนี้ ไร้ประโยชน์เหลือเกิน
“บอกมา เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าตระกูลโจวมีปัญหา? แม้แต่ในห้องลับนั่นมีกี่ศพเจ้าก็รู้ หรือว่าเจ้ามีหูทิพย์ตาทิพย์!” ในขณะที่เซี่ยผิงกั่งรู้สึกหดหู่ เขาก็สงสัยมากกว่า
ความสามารถนี้ยิ่งใหญ่เกินไป หากนางไปอยู่ที่ศาลตัดสินคดีจะมีคดีไหนบ้างที่คลี่คลายไม่ได้
“หากข้าพูดความจริง พี่ใหญ่ท่าน…จะไม่เผาข้าหรอกใช่ไหม พวกเราเป็นพี่น้องแท้ๆ มีท่านแม่คนเดียวกันนะ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถามเสียงเบา
“จะมัวอึกอักยึกยักทำไม! มีอะไรก็พูดมา! ข้าเป็นคนไม่สนใจพี่น้องอย่างนั้นหรือ หากข้าไม่สนใจเจ้า ข้าจะเอาภาพเหมือนผู้ชายมากมายขนาด