กกี่แห่งกัน”
หลวงจีนหนุ่มกล่าวอย่างกลัดกลุ้มว่า “ข้าคิดว่าสู้กับมรรคาจารย์ยังมิเท่าไปสู้กับสำนักหลังบัลลังก์นะขอรับ มรรคาจารย์ทำลายสำนักหลังบัลลังก์ไปแล้วสามแห่ง ปีกลายหอชุมดาราถูกสำนักหลังบัลลังก์อื่นยึดครอง หุบเขาชำนาญยุทธ์ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ยามนี้เหลือเพียงเจ็ดสำนักหลังบัลลังก์เท่านั้น”
หลวงจีนเฒ่าแค่นเสียงกล่าวว่า “ใครว่าจะไปสู้เล่า นอกจากสามสำนักหลังบัลลังก์แล้วสำนักหลังบัลลังก์อื่นๆ ล้วนขัดขวางไม่ให้อาณาจักรผนึกโชคชะตาได้ทั้งสิ้น ส่งผลให้โชคชะตากระจัดกระจาย ไม่อาจเทียบได้กับการที่อาณาจักรเลื่อนชั้นไปเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตา หนึ่งเดือนให้หลังศิลาจักรพรรดิมนุษย์จะรวบรวมโชคชะตาได้มหาศาล เมื่อใดที่ช่วงชิงมาได้ ระดับยุทธ์ของเจ้าและข้าศิษย์อาจารย์ก็จะพุ่งทะยาน อาจารย์จะมีอายุขัยต่อไปอีกห้าสิบปีและจะได้ช่วยหนุนเจ้าฟื้นฟูแคว้น”
หลวงจีนหนุ่มยิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม “รอดูไปเถิด ไม่มีทางมีแค่พวกเราเท่านั้น จะต้องมียอดฝีมืออื่นมาอีก ไม่แน่ว่าอาจมีคนของสำนักหลังบัลลังก์ด้วย แต่โบราณมามีเพียงผลประโยชน์ใหญ่หลวงเพียงพอจึงจะทำให้คนหลงลืมความหวาดกลัวได้ พวกเราจะไม่เป็นคนแรกที่ลงมือเป็นพอ” หลวงจีนเฒ่าเอ่ยเสียงราบเรียบ
หลวงจีนหนุ่มพูดต่อไปว่า “ได้ยินว่าภูเขาข้างนอกเมืองหลวงเป็นมรรคาจารย์ที่ย้ายมา ชาวบ้านในเมืองหลวงเห็นมากับตา ยากจะจินตนาการได้ว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใดขอรับ”
หลวงจีนเฒ่าเอ่ยเ