มหากเป็นเมื่อก่อน หมิงจูที่ขี้อ้อนคงจะร้องไห้งอแงสักพักหลังตื่นมา แต่คราวนี้นางกลับเงียบผิดปกติ จ้องมองใบหน้าของบิดาสักครู่มุมปากน้อย ๆ ยกขึ้น แย้มยิ้มออกมา แถมยังส่งเสียงหัวเราะคิกคักที่ท าให้ใจอ่อนยวบไปถึงก้นบึ้งหัวใจจู้เอ๋อร์ยังคงเคร่งขรึมเช่นเคย แต่จากดวงตาใสกระจ่างดุจสายน ้าของเขา สามารถบอกได้ว่าเขาชอบมารดามากเฮ่อฮูหยินเห็นภาพนี้แล้วรู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก“ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดจริง ๆ หนึ่งเดือนมานี้ที่ไม่ได้เห็นหน้าท่านพ่อท่านแม่กลับไม่รู้สึกแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย ดูท่าสายเลือดจะส าคัญกว่าสิ่งอื่นใดจริง ๆ …”ขณะที่พูด นางก็แกล้งท าหน้าอิจฉา
“ย่าอุ้มพวกเจ้าทุกวัน ไม่เห็นพวกเจ้าจะสนิทสนมกับย่าถึงเพียงนี้เลย”เฮ่อซื่อหมิงก็พูดต่อว่า “จริงด้วย ข้าอุ้มหมิงจูเล่นทุกวัน แต่ก็ต้องรอให้นางอารมณ์ดีเป็นพิเศษก่อนถึงจะยอมยิ้มให้ข้าสักครั้ง”ไม่คิดว่า เจ้าตัวน้อยพอไปอยู่ในอ้อมกอดของบิดาจะหัวเราะไม่หยุดเฮ่อฮูหยินเห็นเฮ่อซื่อหมิงพูดเช่นนั้น จึงรีบเปลี่ยนประเด็นทันที่“เรื่องเช่นนี้เจ้าอิจฉาไม่ได้หรอกนะ หากต้องการให้มีเด็กน้อยที่ยิ้มให้เจ้าเช่นนี้บ้างก็ไปมีของตัวเองเถอะ”เมื่อค าพูดนี้เอ่ยออกมา เฮ่อซื่อหมิงก็หน้าแดงก ่าทันที่ เขาหุบปากแน่น ไม่รู้จะพูดอะไรดีจากความเข้าใจของเฮ่อจือหร่านที่มีต่อมารดา การที่นางสามารถพูดเช่นนี้ออกมาได้ แสดงว่านางคงไม่คัดค้านเรื่องระหว่างเฮ่อซื่อหมิงกับหลานเอ๋อร์อีกต่อไปแล้ว