หน้าท่าทางของเขา โม่จิ่วเยี่ยก็รู้ว่าตนเองถามถูกจุดแล้ว“ครอบครัวของเจ้าตอนนี้อยู่ในมือข้าแล้ว หากเจ้ายังคิดจะปิดบังอะไรให้คนผู้นั้นอีก ไม่เพียงตัวเจ้าที่จะต้องทนทุกข์ ครอบครัวของเจ้าก็อย่าหวังว่าจะมีจุดจบที่ดี ตัวเจ้าทรมานก็แล้วไป แต่เจ้าก็ตายอย่างสบายไม่ได้ ความเจ็บปวดจากการถูกทรมานช้า ๆ เช่นนี้ คงไม่มีใครจะทนไหวกระมัง?”พูดจบ โม่จิ่วเยี่ยก็อดข่มขู่อีกครั้งไม่ได้เมิ่งไห่หนิงและโม่ชูหานต่างไม่รู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยก าลังคิดอะไรอยู่ แต่พวกเขาเห็นชัดว่าสีหน้าของหวังหลินเปลี่ยนไป จึงรู้ว่าสิ่งที่โม่จิ่วเยี่ยพูดใช้ได้ผลดังนั้น ทั้คู่จึงเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ปล่อยให้โม่จิ่วเยี่ยเป็นตัวหลักในสถานการณ์นี้
โม่จิ่วเยี่ยแค่ต้องการลองถามว่าอีกฝ่ายมีจุดอ่อนอะไรที่ถูกอยู่ในมือคนอื่นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด ก็คือการจับตัวคนในครอบครัวไปเป็นตัวประกันเพื่อใช้เป็นข้อต่อรอง“หากเจ้าไม่สนใจชีวิตของพวกเขาจริง ๆ ข้าก็สามารถไปจากที่นี่ได้ทันที”โม่จิ่วเยี่ยพูดพลางหันหลัง ท าท่าจะเดินจากไปหวังหลินเห็นดังนั้นก็ตกใจ ลากร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลโขกศีรษะให้เขา“คุณชาย ข้าขอร้องท่าน ได้โปรดละเว้นชีวิตมารดาและบุตรสาวข้าด้วย พวกนางไม่เคยท าอะไรผิดเลย ขอเพียงท่านยอมปล่อยพวกนางไป ข้าจะบอกความจริงทุกอย่าง”