แม้นางจะคิดว่าโจวเหล่ำปำจงใจทำเป็นมองไม่เห็น แต่เฮ่อจือหร่านก็ไม่กล้ำให้โม่จิ่วเยี่ยทำนอาหารอย่ำงเปิดเผยถึงอย่ำงไรเรื่องที่ชายหนุ่มแกล้งหมดสติก็ยังต้องปิดบังคนภายนอกทั้งหมดแต่โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้ว ยิ่งไม่มีทำงลุกขึ้นไปทำธุระส่วนตัวได้ หากปล่อยไว้เช่นนี้ ต่อให้เป็นคนแข็งแกร่งแค่ไหนก็ทนไม่ไหวอีกทั้งบาดแผลบนตัวเขำก็ต้องตรวจดูอาการและเปลี่ยนยาบ้ำงทว่าคิดไปคิดมาเฮ่อจือหร่านกลับคิดวิธีการไม่ออกในที่สุดเมื่อหมดหนทำงจริง ๆ แล้ว นางจึงตัดสินใจเสียสละตัวเองนางคิดจะใช้ผ้ำห่มเป็นฉำกบังหน้ำ จึงลอบหยิบผ้ำห่มสีเขียวทหารออกมาจากพื้นที่มิติแกล้งว่ารู้สึกไม่สบำยตัวจากความชื้นบนพื้นดิน ก่อนปีนขึ้นไปบนเกวียนไม้เพื่อให้โจวเหล่ำปำรู้ว่าเสียงดังจากด้านนี้เป็นฝีมือนาง จึงจงใจพึมพำเบำ ๆ “พื้นข้างล่ำงนี่เย็นเกินไปจริง ๆ นอนบนเกวียนสบำยตัวกว่ามาก”
จากนั้นนางก็เอนตัวลงนอนข้างกำยโม่จิ่วเยี่ย ก่อนคลุมผ้ำห่มทับร่ำงคนทั้งสองโม่จิ่วเยี่ยรู้สึกถึงความอบอุ่นจากด้านข้าง ร่างกายพลันชะงักไปครู่หนึ่งหากมีกระจกสักบำน ตอนนี้เขำคงได้เห็นว่าใบหน้ำของตัวเองแดงซ่านเพียงใดเขำไม่รู้ว่าเฮ่อจือหร่านคิดจะทำอะไร จึงได้แต่หลับตำพยายามทำจิตใจให้สงบเสียงที่เฮ่อจือหร่านพูด ไม่เพียงโจวเหล่ำปำจะสังเกต กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่ำที่ยังหลับไม่สนิทก็ยังรู้สึกตัวนางมองเกวียนไม้ คนสองคนถูกผ้ำห่มคลุมตัวไว้อย่ำงแน่นหนาความจริงแล้วในเว