งกว่าแต่พลังอำนาจที่สร้างแรงกดดันของมันกลับถูกสะกดข่มอย่างสมบูรณ์มู่จื่อหานเรียกสัตว์เลี้ยงของเธอออกมา ส่วนเขาเองก็เรียกเม่ยเอ๋อร์ออกมาเช่นกัน แรงกดดันของมังกรยักษ์ตัวนี้ทำให้มู่จื่อหานต้องรับแรงโจมตีที่ค่อนข้างหนักเอาการแม้ว่าเขาจะมอบคำสั่งราชาศักดิ์สิทธิ์ให้เธอแต่เธอกลับปฏิเสธที่จะรับมัน เพราะเธอรู้สึกว่าของชิ้นนี้ถ้าหากอยู่บนตัวของเขาน่าจะมีประโยชน์มากกว่าที่จะย้ายมาอยู่บนตัวเธอดังนั้นตอนที่มู่จื่อหานรับมือกับบอส สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวจึงทำต้องหน้าที่เป็นโล่กำบังเพื่อรับการโจมตีแทนเธอสกิลกลืนกินวิญญาณของมันซึ่งเป็นสกิลที่สองน่าจะสามารถปล่อยออกมาตอนที่เลือดเหลืออยู่ 50% ถ้าหากเตรียมตัวไว้อย่างดีแรงกดดันก็ไม่น่าจะสูงมาก การเผชิญหน้าระหว่างเขาและมังกรยักษ์ยังคงดำเนินต่อไปส่วนมู่จื่อหานและสัตว์เลี้ยงทั้งสองก็ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ทางด้านหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้การโจมตีถูกเปลี่ยนทิศทางเขาจึงไม่เปิดใช้สกิลดาบยวี่เจี้ยนเจ็ดวิถีหรือสกิลอื่นๆ ที่สร้างค่าความเสียหายระดับสูง เอฟเฟคดูดเลือด โล่เทพเสินฮวงและแสงศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนตัวทำให้เขาสามารถผ่อนแรงและสร้างความเสียหายให้กับมังกรยักษ์ได้เป็นอย่างดีเวลานี้การต่อสู้สลับดึงค่าความเกลียดชังไปมาระหว่างเขาและมู่จื่อหาน ทว่าเนื่องจากเกล็ดรบโลหิตมังกรของมู่จื่อหานใช้เวลาในการคูลดาวน์ค่อนข้างนาน เอฟเฟคและสกิลของเธอก็ฟื้นฟูได้ค่อนข้างน้อยด้วย