มู่จื่อหานค่อยๆ เทโจ๊กในกระติกอย่างเบามือ หลังจากเป่าลมเพื่อไล่ความร้อนแล้วเธอก็ค่อยๆ ป้อนใส่ปากเขาทีละคำ ส่วนเยว่เอ๋อร์ก็ออกไปเอายาสมุนไพรจีนจากพ่อของมู่จื่อหาน ตอนนี้เย่ฮวาและมู่จื่อหานจึงอยู่ภายในห้องกันสองต่อสองด้วยท่าทางเคอะเขินอยู่ไม่น้อยทว่ามู่จื่อหานกลับไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา เธอยังคงป้อนโจ๊กให้เขาอย่างตั้งใจ นี่เป็นอาหารมื้อแรกที่ทำให้เขารู้สึกอิ่มท้องมากที่สุดนับตั้งแต่ฟื้นจากอาการโคม่าแม้ว่ามันจะเป็นแค่โจ๊กร้อนๆ ที่แสนธรรมดาถ้วยหนึ่ง แต่เย่ฮวากลับรู้สึกได้ถึงความอร่อยอย่างน่าประหลาด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหิวข้าวหรือเป็นเพราะสาเหตุอื่นกันแน่หลังจากที่กินโจ๊กเสร็จแล้ว ผ่านไปได้ไม่นานเยว่เอ๋อร์ก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถ้วยยาจีน ทันทีที่เธอนำถ้วยยามาวางข้างเตียงกลิ่นของยาจีนก็ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้องยาจีนไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบเลย เพราะทั้งรสชาติและกลิ่นของมันช่างยากเกินกว่าที่จะกลืนลงคอได้จริงๆหลังจากเยว่เอ๋อร์เดินเข้ามา บรรยากาศภายในห้องก็เริ่มดีขึ้น และเขาก็ไม่ได้รู้สึกเคอะเขินเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว มู่จื่อหานนั่งอยู่ข้างๆ เตียงพูดขึ้นว่า “รอสักแป๊บนะเดี๋ยวฉันจะป้อนยาให้ พ่อบอกว่านี่เป็นยาที่พ่อไปขอจากเพื่อนมาโดยเฉพาะเลย หลังจากดื่มเข้าไปแล้วจะทำให้บาดแผลสมานได้เร็วขึ้น”เย่ฮวาพยักหน้าตอบกลับไปโดยไม่คิดที่จะพูดแย้งเธอหลังจากนั้นเยว่เอ๋อร์ก็พูดโพล่งขึ้นมาว่า “เอ่อ…เมื่อกี้คุณล